เนชั่นทีวี

การเมือง

จับจังหวะก้าวการเมือง จากมติรัฐสภาที่บิดเบี้ยว เกมตั้งรัฐบาลพลิก

22 ก.ค. 2566 | thanita_boo

จับจังหวะก้าวการเมือง จากมติรัฐสภาที่บิดเบี้ยว เกมตั้งรัฐบาลพลิก

อุณหภูมิทางการเมืองร้อนระอุไม่มีแผ่ว และปัญหาทำท่าจะบานปลาย จากมติรัฐสภาที่บิดเบี้ยว การประเด็นการเสนอชื่อโหวตนายกฯ ถึงขั้นไปตีความว่า ข้อบังคับการประชุมฯ ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ 

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มสธ. วิเคราะห์สภาพ และจังหวะก้าวทางการเมืองนับจากนี้ ไว้ดังนี้ 

ระบบรัฐสภาบิดเบี้ยว ถึงขั้นไปตีความว่า ข้อบังคับการประชุมฯ ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งการเลือกนายกฯ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กำหนดเป็นการเฉพาะไว้ในรัฐธรรนูญ และยังกำหนดไว้เฉพาะในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 (ออกตามรัฐธรรมนูญนี้) หมวด 9 ข้อ 136 ฉะนั้นจึงไม่ใช่การเสนอญัตติ โดยผลที่จะเกิดตามมาคือ การจัดตั้งรัฐบาลต้องปรับสมการการเมืองใหม่ ขยับพรรคแกนนำ จากก้าวไกลเป็นเพื่อไทย 

"พรรคก้าวไกลอาจไปเป็นฝ่ายค้าน หรือเกิดการเมืองมวลชน ซึ่งต้องรอดูว่าจะขยายตัวได้แค่ไหน เพียงใด"

ต่อมาโอกาสของนายพิธา ในการเป็นนายกฯ มีไม่ถึง 5% กล่าวคือ โอกาสไม่ได้เป็น 95% ส่วนที่เปิดช่องไว้ เผื่อในอนาคตมีการส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพิกถอนมติรัฐสภา 19 ก.ค. และที่แน่ๆ คือ เรื่องนี้ไม่เร็ว การเพิกถอนมติรัฐสภา 19 ก.ค. กว่าจะเพิกถอนได้ ประเทศอาจได้นายกฯไปแล้ว การเพิกถอนย้อนหลังจึงไม่มีผลใดๆ โอกาสของนายพิธาจึงริบหรี่มาก

จับจังหวะก้าวการเมือง จากมติรัฐสภาที่บิดเบี้ยว เกมตั้งรัฐบาลพลิก

ขณะเดียวกันโอกาสของการพลิกขั้วก็มีมาก เพราะโครงสร้าง “8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล” ขาดความสมดุล มี 6 พรรคเป็นพรรคที่มีเสียงต่ำกว่าสิบ  ขณะที่พรรคอันดับ 1- 2 เป็นพรรคหลักร้อย แถมจำนวน ส.ส.ใกล้เคียงกัน หากพรรคใดพรรคหนึ่งถอดปลั๊ก รัฐบาล 8 พรรคจบทันที ไม่มีอันดับ 3 ที่มีเสียงมากพอไว้คอยดึงหรือรักษาสภาพได้ 

ดังนั้นพรรคใหญ่ 2 พรรคจึงจำเป็นพึ่งพาเสียงของกันและกัน แต่เพื่อไทยได้เปรียบ เพราะมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองมากกว่า คอนเนคชั่นดีกว่า อยู่ในสภามายาวนานกว่า และวิธีปฏิบัติทางการเมืองไม่แข็งกร้าวมากเท่าก้าวไกล 

"เพื่อไทยจึงมีโอกาสข้ามขั้วได้ จับมือกับพรรคขั้วอำนาจเดิมได้"

พรรคก้าวไกลมีทางเลือกไม่มากนัก เพราะแม้จะถอยมาตรา 112 ส.ว.และ 188 ส.ส.ก็ไม่โหวตให้ 

รศ.ดร.ยุทธพร บอกด้วยว่า ข้อเรียกร้องนี้เป็น “เกมหลุมดำ” ถ้าก้าวไกลยอมถอย จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยงกลับจากผู้สนับสนุนก้าวไกลเอง ไม่ว่าจะถ้าถอยเรื่อง 112 เรื่องปฏิรูปกองทัพ ทุนผูกขาด 

"ที่สำคัญก้าวไกลกำลังจะโดนเล่นงานจากมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ด้วยข้อหาล้มล้างการปกครองฯ จากการเสนอแก้ไขมาตรา 112 เรื่องค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความเสี่ยงนำไปสู่การยุบพรรค" 

จับจังหวะก้าวการเมือง จากมติรัฐสภาที่บิดเบี้ยว เกมตั้งรัฐบาลพลิก

ส่วนการแก้เกมในสภาก็ยากมาก เพราะก้าวไกลก็ไม่ได้รับการยอมรับจากขั้วอำนาจเดิมเลย โอกาสจับข้ามขั้วแทบเป็นไปไม่ได้เลย หากก้าวไกลยังอยู่กับ “ขั้ว 8 พรรค” ก็จะพากันเดินหน้ายากขึ้นไปอีก

จังหวะก้าวการเมืองนับจากนี้ ต้องจับตาการเจรจารื้อเอ็มโอยูของ “8 พรรค” เพื่อเดินหน้าต่อ โดยมีปัจจัยที่ส่งผลอยู่ 3 เรื่องใหญ่

1.การวางมือของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีนัยทางการเมือง

2.การจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วมฯ และการพยายามเคลื่อนไหวลของฝ่ายข้างน้อย

3.การเมืองแบบมวลชน

การเมืองว่าด้วยเรื่องการตั้งนายกฯ มีโอกาสติดล็อกสูง โดยเฉพาะหากก้าวไกลไม่ยอมปล่อยมือไปเอง หากเพื่อไทยตั้งรัฐบาลโดยไม่มีก้าวไกล ก็ตอบคำถามสังคมยาก  ออกหน้าไหนพรรคเพื่อไทยก็เจ็บตัวทั้งสิ้น เพียงแต่จะเจ็บตัวแบบไหนเท่านั้นเอง 

จับจังหวะก้าวการเมือง จากมติรัฐสภาที่บิดเบี้ยว เกมตั้งรัฐบาลพลิก

อีกคนที่ออกมาแสดงท่าทีอย่างน่าสนใจ คือ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็น “กูรู” และอาจารย์สอนเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ความเป็นพลเมือง โดยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ว่า

ฟ้าหลังฝน...

มีคำคมจาก นศ.

: มีฟ้าหลังฝน
:เมื่อวานก็แพ้และจะสู้ต่อไป 

( นศ.รำพึงหลังแพ้เปตอง เมื่อวาน ทีมอาจารย์ก็แพ้แบบหมดรูป แต่ยังจะเดินหน้าต่อไปเพื่อสอน “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและความเป็นพลเมือง” )

อีกโพสต์หนึ่ง ดร.ถวิลวดี โพสต์เกี่ยวกับเรื่อง “หลักนิติธรรม” หรือ Rule of Law ว่า

-เป็นหลักการที่กำหนดว่าบุคคลและสถาบันทั้งหมดอยู่ภายใต้และมีสำนึกรับผิดชอบต่อกฎหมาย มากกว่าใช้การปกครองด้วยอำนาจส่วนตน 

-เป็นหลักประกันว่ากฎหมายจะถูกนำไปใช้อย่างเท่าเทียมกัน และยุติธรรมกับทุกคนในสังคม ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร

-“นิติธรรม”จึงเป็นกลไกช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม ปกป้องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม ป้องกันการบิดหลักกฏหมายเพื่อหวังผลทางการเมือง

-ผู้มีอำนาจต้องใช้อำนาจด้วยหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับมาตรฐานของนิติธรรมสากล ไม่ใช่ใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวก และใช้ทำร้ายคนเห็นต่าง

แม้จะโพสต์ลอยๆ แต่ชัดว่ากระแทกไปถึงสภา...

จับจังหวะก้าวการเมือง จากมติรัฐสภาที่บิดเบี้ยว เกมตั้งรัฐบาลพลิก

 

ประชาธิปไตยผิดเพี้ยน แต่ไม่นอกกรอบ

การลงมติที่ถูกมองว่าบิดเบี้ยว ถูกโยงไปถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และผู้ยกร่าง ว่าได้วางค่ายกล และกับระเบิดรอเอาไว้ หรือเรียกง่ายๆว่า เขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า จนเกิดสถานการณ์ที่เห็นอยู่ในขณะนี้ 

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ในฐานะอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. อธิบายในอีกมุมหนึ่ง ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผิดเพี้ยนจากที่คนมอง หรือผิดจากระบบรัฐสภาทั่วไป แต่ยังไม่ได้ออกนอกกรอบ 

โดยหากมองจากสภาล่างอย่างเดียว ก็อาจจะเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่การตั้งรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าไปเอาเสียงข้างน้อย เพราะการลงมติเป็นเรื่องของสองสภา โดยเอาเสียงข้างมากรวมกัน แม้ สว. จะมีที่มาจากไหนก็แล้วแต่ แต่การลงมติเลือกนายกฯ ต้องถือเป็นการลงมติเสียงข้างมากของสองสภา จะถูก ผิด ดี ไม่ดี ก็ต้องไปว่ากันอีกที 

เรื่องนี้โทษคนยกร่างไม่ได้ เพราะปฏิบัติตามประชามติที่ประชาชนเห็นชอบกับ “คำถามพ่วง” (ให้ ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ ช่วง 5 ปีแรก) ซึ่งกระบวนการนี้มีการส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบ

รศ.ดร.เจษฎ์ ให้ข้อคิดว่า ก่อนมีรัฐธรรมนูญปี 60 เสียงข้างมากยึดกุมทุกอย่าง ทำให้เสียงข้างน้อยพูดอะไรไม่ได้เลย คนในบ้านบอกว่าให้ฟังเสียงข้างน้อยด้วย จึงเกิดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี 60 ขึ้นมา แต่พอกลไกนี้ทำงาน เกิดสภาวะต้านเสียงข้างน้อยขึ้นมาอีก ตกลงบ้านนี้เมืองนี้ คืออะไร สุดท้ายยังไม่รู้ว่าใครชนะ แต่บ้านเมืองพ่ายแพ้

ข่าวล่าสุด