ส่วนการแก้เกมในสภาก็ยากมาก เพราะก้าวไกลก็ไม่ได้รับการยอมรับจากขั้วอำนาจเดิมเลย โอกาสจับข้ามขั้วแทบเป็นไปไม่ได้เลย หากก้าวไกลยังอยู่กับ “ขั้ว 8 พรรค” ก็จะพากันเดินหน้ายากขึ้นไปอีก
จังหวะก้าวการเมืองนับจากนี้ ต้องจับตาการเจรจารื้อเอ็มโอยูของ “8 พรรค” เพื่อเดินหน้าต่อ โดยมีปัจจัยที่ส่งผลอยู่ 3 เรื่องใหญ่
1.การวางมือของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีนัยทางการเมือง
2.การจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วมฯ และการพยายามเคลื่อนไหวลของฝ่ายข้างน้อย
3.การเมืองแบบมวลชน
การเมืองว่าด้วยเรื่องการตั้งนายกฯ มีโอกาสติดล็อกสูง โดยเฉพาะหากก้าวไกลไม่ยอมปล่อยมือไปเอง หากเพื่อไทยตั้งรัฐบาลโดยไม่มีก้าวไกล ก็ตอบคำถามสังคมยาก ออกหน้าไหนพรรคเพื่อไทยก็เจ็บตัวทั้งสิ้น เพียงแต่จะเจ็บตัวแบบไหนเท่านั้นเอง
อีกคนที่ออกมาแสดงท่าทีอย่างน่าสนใจ คือ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็น “กูรู” และอาจารย์สอนเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ความเป็นพลเมือง โดยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ว่า
ฟ้าหลังฝน...
มีคำคมจาก นศ.
: มีฟ้าหลังฝน
:เมื่อวานก็แพ้และจะสู้ต่อไป
( นศ.รำพึงหลังแพ้เปตอง เมื่อวาน ทีมอาจารย์ก็แพ้แบบหมดรูป แต่ยังจะเดินหน้าต่อไปเพื่อสอน “ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและความเป็นพลเมือง” )
อีกโพสต์หนึ่ง ดร.ถวิลวดี โพสต์เกี่ยวกับเรื่อง “หลักนิติธรรม” หรือ Rule of Law ว่า
-เป็นหลักการที่กำหนดว่าบุคคลและสถาบันทั้งหมดอยู่ภายใต้และมีสำนึกรับผิดชอบต่อกฎหมาย มากกว่าใช้การปกครองด้วยอำนาจส่วนตน
-เป็นหลักประกันว่ากฎหมายจะถูกนำไปใช้อย่างเท่าเทียมกัน และยุติธรรมกับทุกคนในสังคม ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร
-“นิติธรรม”จึงเป็นกลไกช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม ปกป้องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม ป้องกันการบิดหลักกฏหมายเพื่อหวังผลทางการเมือง
-ผู้มีอำนาจต้องใช้อำนาจด้วยหลักการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับมาตรฐานของนิติธรรมสากล ไม่ใช่ใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวก และใช้ทำร้ายคนเห็นต่าง
แม้จะโพสต์ลอยๆ แต่ชัดว่ากระแทกไปถึงสภา...
ประชาธิปไตยผิดเพี้ยน แต่ไม่นอกกรอบ
การลงมติที่ถูกมองว่าบิดเบี้ยว ถูกโยงไปถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และผู้ยกร่าง ว่าได้วางค่ายกล และกับระเบิดรอเอาไว้ หรือเรียกง่ายๆว่า เขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า จนเกิดสถานการณ์ที่เห็นอยู่ในขณะนี้
รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ในฐานะอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. อธิบายในอีกมุมหนึ่ง ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผิดเพี้ยนจากที่คนมอง หรือผิดจากระบบรัฐสภาทั่วไป แต่ยังไม่ได้ออกนอกกรอบ
โดยหากมองจากสภาล่างอย่างเดียว ก็อาจจะเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่การตั้งรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าไปเอาเสียงข้างน้อย เพราะการลงมติเป็นเรื่องของสองสภา โดยเอาเสียงข้างมากรวมกัน แม้ สว. จะมีที่มาจากไหนก็แล้วแต่ แต่การลงมติเลือกนายกฯ ต้องถือเป็นการลงมติเสียงข้างมากของสองสภา จะถูก ผิด ดี ไม่ดี ก็ต้องไปว่ากันอีกที
เรื่องนี้โทษคนยกร่างไม่ได้ เพราะปฏิบัติตามประชามติที่ประชาชนเห็นชอบกับ “คำถามพ่วง” (ให้ ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ ช่วง 5 ปีแรก) ซึ่งกระบวนการนี้มีการส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบ
รศ.ดร.เจษฎ์ ให้ข้อคิดว่า ก่อนมีรัฐธรรมนูญปี 60 เสียงข้างมากยึดกุมทุกอย่าง ทำให้เสียงข้างน้อยพูดอะไรไม่ได้เลย คนในบ้านบอกว่าให้ฟังเสียงข้างน้อยด้วย จึงเกิดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี 60 ขึ้นมา แต่พอกลไกนี้ทำงาน เกิดสภาวะต้านเสียงข้างน้อยขึ้นมาอีก ตกลงบ้านนี้เมืองนี้ คืออะไร สุดท้ายยังไม่รู้ว่าใครชนะ แต่บ้านเมืองพ่ายแพ้