ส่วนจะเป็นการกลั่งแกล้งทางการเมืองอย่างชัดเจนหรือไม่นั้น และขณะนี้มีการนัดหมายการชุมนุมกันแล้ว นายพิธา กล่าวว่า ส่วนตัวหวังจะไม่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง จนทำให้สู่การชุมนุมในขณะนี้
"เพราะการกลั่นแกล้งผมเพียงคนเดียว มีราคาที่ต้องจ่ายสูง กับระบบกลไกในการบริหารราชการ และบริหารประเทศ และหลักเกณฑ์ที่เป็นบรรทัดฐานของนักการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หากจะสกัดกั้นผมเพียงคนเดียวหรือพรรคก้าวไกล โดยที่ไม่ให้เข้า แต่เป็นเรื่องเสียงของประชาชนที่ออกไปเลือกตั้งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ก็เป็นความหวังของเขา" นายพิธา ระบุ
ส่วนการชุมนุมที่เกิดขึ้น เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ไม่มีสถานการณ์อะไร และเข้าใจว่าส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย คือ การรวมตัวกันอย่างสันติ เพื่อควบคุมวาระทางสังคม ซึ่งตนย้ำว่า ไม่ได้เสียขวัญกำลังใจอะไร เข้าใจว่ามวลชนมีอารมณ์ เพราะเลือกคนของเขามาแล้ว หากมุทะลุมากเกินไป จะไม่เป็นผลดีกับสิ่งที่จะทำ อะไรที่สำคัญ อะไรที่ยิ่งใหญ่ ต้องใช้เวลา และมีความยากเสมอ ตนเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ต่างๆได้
สำหรับวันพรุ่งนี้ (13ก.ค.) จะเดินทางเข้ารัฐสภาเป็นปกติ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ และตอนนี้ ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคเพื่อไทย หลังจากที่ กกต. ยื่นคำร้อง
เมื่อถามย้ำว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่สถานการณ์จะวนลูปเดิมหรือจะแย่กว่าเดิม เมื่อสถานการณ์ต้องถึงจุดที่ต้องเลือกตามที่เลขาธิการพรรคก้าวไกลได้บอกไว้นั้น ตนมองว่า มีความเป็นไปได้ เพราะความท้าทายของประเทศไทยตอนนี้หนักกว่าช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่เจอสถานการณ์โควิด-19 และสงครามต่างๆ ถึงต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีความชอบธรรมในการบริหาร สามารถขอความร่วมมือจากประชาชนได้ ซึ่งนั่นหมายถึงต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยตอนนี้ยังไม่ได้มีการประเมินสถานการณ์ ส.ว.ว่าจะมีการโหวตให้เท่าใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ นายพิธา ได้เดินสายออกรายการตั้งแต่ช่วงเข้าจนช่วงเย็น ก่อนวันโหวตนายกรัฐมนตรี โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตามปกติ และหลังให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นก็เดินทางกลับไปประชุมร่วมกับทีมงานพรรคก้าวไกลต่อทันที