สำหรับที่พูดกันว่าส.ว.ไม่เคารพเสียงของประชาชนนั้นนายเสรี ชี้แจงว่า การที่ประชาชนลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองที่ตนเองเลือกไม่ได้แปลว่า ให้พรรคที่ตนเองเลือกสนับสนุนพรรคอื่นเป็นนายกรัฐมนตรี เท่ากับเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองนั้นๆ แต่การทำหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรี คือหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคะแนนที่ประชาชนเลือกมา ขอให้ทำความเข้าใจตรงนี้
นายเสรี กล่าวถึงวันที่ 13 ก.ค. ที่จะมีการนัดชุมนุมของมวลชนนั้น ตนเห็นว่าไม่ควรยุยงให้ประชาชนลงถนน สร้างความปั่นป่วนเกิดความไม่สงบเรียบร้อย การเป็นนักการเมือง ต้องมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต่อประชาชน อย่าไปพูดว่าถ้าไม่เลือกแล้ว ประชาชนจะออกมาชุมนุม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่เหมาะสม ที่จะขึ้นมาบริหารประเทศ หรือเป็นผู้นำประเทศ เพราะถือว่าไม่มีความรับผิดชอบ ยุยงส่งเสริมให้คนทำผิดกฎหมาย สร้างความไม่สงบเรียบร้อยก็ไม่ควรทำ
อย่างไรก็ตามส.ว. ไม่กังวล เพราะทำตามกฎหมาย หากเราเห็นว่าสิ่งใดไม่ถูกต้อง หากเราเกรงกลัวหรือหวาดหวั่น ต่อสิ่งที่มากดดัน แล้วเราไม่รับผิดชอบ และคล้อยตามไป ทั้งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ถือว่าเราเป็นคนที่ใช้ไม่ได้
สำหรับ ในกลุ่มส.ว. ของตนเอง ยืนยันที่จะไม่สนับสนุน พรรคการเมืองที่กระทบกับสถาบัน แก้มาตรา 112 และทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่เว้นหมวด 1 หมวด 2 และเชื่อว่าเสียงที่จะสนับสนุนนายพิธาบวกลบไม่เกิน 5 เสียง
พร้อมระบุว่า ไม่กังวลพลังเงียบของกลุ่มส.ว. เพราะพลังเงียบก็คือเงียบ เงียบหมดไม่มีหรอก ที่บอกว่ามีแต่ไม่ออกมาแสดงตน มีแต่รายชื่อที่บอกว่า จะสนับสนุนแต่กลับถอย แล้วที่บอกว่าปัจจุบันได้เพิ่มขึ้น หากมีจริง ก็ขอให้แสดงตัว ส่วนจะมีงดออกเสียงหรือไม่เห็นชอบ อยู่ที่กระบวนการแต่ละคนจะเลือก
นายเสรี ยังกล่าวอีกว่า พรรคก้าวไกลไม่ได้ติดต่อตนเองเป็นการส่วนตัว แต่มีการติดต่อส.ว.คนอื่น