"นายพิธา" ยังกล่าวต่อว่า การคืนความปกติให้ประชาชนมาตั้งแต่วันที่ 14พ.ค. ซึ่งให้พรรคตน 14 ล้านเสียงให้พรรคเพื่อไทย10ล้านเสียง รวมมากว่า25ล้านเสียง หรือ 70% ของคนไทย เขาออกมาบอกแล้วว่าประเทศไทยต้องไม่เหมือนเดิม แล้ว 2 เดือนผ่านมา เลือกตั้งเสร็จแล้วแต่ยังไม่เสร็จสักที เพราะความไม่ปกติของการเมืองไทย รัฐธรรมนูญปี2560 ที่ล้มล้างอำนาจการปกครองตลอด10ปีที่ผ่านมา เดี๋ยวยึดอำนาจ เดี๋ยวนิติสงคราม ยุบพรรค นี่จึงเป็นการฝืนความปกติในสังคมไทย ไม่ว่าท่านจะมาจากสภาล่าง สภาสูง ทั้ง750คนมีโอกาสคืนความปกติให้กับการเมืองไทย ให้ประเทศไทยสามารถที่จะเดินหน้าเท่าเทียมกันและเท่าทันโลก
"ผมขอส่งแมสเซสนี้ ไปยังประชาชน พวกคุณไม่ถอย ผมก็ไม่ถอยเช่นกัน เราพิสูจน์แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าพวกเราร่วมมือกัน และวันที่ 13 ที่จะถึงนี้ ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ของพวกคุณ ของพวกคุณ และของพวกคุณด้วย ไม่ว่าท่านจะรวย ยากดีมีจน คนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นใหญ่ จะอยู่รหัสไปรษณีย์ไหนในประเทศไทย จะเลือกผมหรือไม่เลือกผม ขออนุญาตให้นายกที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ รับใช้พวกคุณ"
"นายพิธา" กล่าวอีกว่า ถึงเพื่อนๆ ส.ส. ชื่อก็บอกแล้วว่า พวกเรามาจากประชาชน เราคือผู้แทนราษฎรที่ต้องสู้ เพื่อเป็นผู้แทนราษฎรของประชาชน เราทุกคนล้วนเป็นผลลัพท์ความปกติของการเมือง เพราะทุกคนผ่าน การยุบพรรค ผ่านนิติสงคราม ผ่านการทำรัฐประหาร ไม่ว่าท่านจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ท่านสามารถคืนความปกตินี้ ให้กับประชาชนที่อยู่ทีนี่ทุกคน ท่านอย่าพลาดโอกาสนี้ เพราะประชาชนจะไม่ให้โอกาสเราอีกครั้ง ประชาชนอาจจะหมดศรัทธาในผู้แทนราษฎร ในระบบรัฐสภา อย่าให้ประชาชนต้องผิดหวัง
"ถึงเพื่อนๆ พี่ๆ วุฒิสภา ที่กำลังฟังอยู่ ถึงแม้ว่าที่มาของพวกเราจะแตกต่างกัน แต่เราคือนักการเมืองของประชาชนเหมือนกัน ผมขอแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญที่ท่านบอกจะเป็นวุฒิสภาของประชาชน ผมขอชื่นชมท่านที่บอกว่าจะเป็นวุฒิสภาที่ลงมติตามรัฐบาลเสียงข้างมาก ผมขอชื่นชมวุฒิสภา ที่บอกว่า ไม่ว่าจะคดี และนโยบายไม่ใช่เรื่องของส.ว. เพราะมีองค์กรที่เกี่ยวข้องดูอยู่แล้ว และเขาจะไม่โหวตสวนอย่างแน่นอน"
หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ ยังกล่าวต่อไปว่า " ผมเข้าใจพวกท่านดี พอมีโอกาสที่ได้ทำลายกำแพง เราไม่ได้แตกต่างกัน แม้ที่มาจะต่างกันแต่เขาต้องการทำเพื่อชาติบ้านเมือง แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ ท่านคือ อดีตข้าราชการ อดีตทหาร ที่สามารถช่วยประเทศนี้ได้ กับเวลา1ปีที่เหลือ หากผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ขออนุญาตทำงาน ปรึกษาในวุฒิสภา เพื่อประชาชนเท่านั้น ไม่มีดีลลับ มีแต่ดีลรัก เอ๊ะ นี่มันหน้าร้อนหรือมันน่ารักกันแน่เนี้ย"
"นายพิธา" ยังกล่าวต่อว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ ฝนมันตกมานานมากพอแล้ว ถึงเวลาฟ้าเปิด อย่าฝืนธรรมชาติอีกเลย ฝนมันตกลงมาที่ดินแล้วมองไปทั่วฟ้า พอกันทีให้ฝนตกขึ้นฟ้า เป็นไปไม่ได้ ให้ธรรมชาติเป็นธรรมชาติ ให้ระบบเป็นระบบ
และขอบอกว่า ตนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่สมบูรณ์แบบ แต่จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ขยันที่สุด ตนจะบอกว่าตนไม่ทีคำตอบกับทุกเรื่อง ภาวะอุบัติใหม่ ภาวะโลกร้อน ไม่มีใครที่มีประสบการณ์แกเปัญหาแบบนี้ แต่ตนสัญญาว่า ถ้ามีปัญหาเมื่อไรจะกลับมาที่ถนนแล้วพูดคุยกับประชาชน และฟังประชาชน ถวายชีวิตนี้ให้กับประชาชนทุกคนทั้งประเทศไทย
"ผมสัญญากับพวกท่านไม่ได้ ว่าการเดินทางของพวกเราจะราบรื่นไปซะทุกอย่าง คงมีอุปสรรคขวากหนามเรื่อยๆ แต่ตราบใดที่พวกเรายังเดินอยู่ด้วยกันจะคุ้มค่าและไม่เหงาอย่างแน่นอน"
วันนี้อาจจะยังดูมืดมิด ไม่มีเหน็ดเหนื่อย ไม่มีท่อแท้ เพราะตนเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าเราร่วมมือกันอะไรไรก็เป็นไปได้ ถึงเวลา ในประเทศนี้ต้องขับเคลื่อนด้วยความหวัง พอกันทีกับความกลัว วันนี้ทุกอย่างอาจจะดูมืดมิด แต่ตนให้สัญญาว่า พรุ่งนี้จะเป็นวันของประชาชนสว่างไสว ตนสัญญาว่าจะเปลี่ยนกทม. เปลี่ยนประเทศไทย และเปลี่ยนโลกใบนี้ไปด้วยกัน
สำหรับกิจกรรมในวันนี้ ยังมีไฮไลท์ด้วยขณะที่"นายพิธา" มาถึง ได้มีการฉายรูปภาพ เป็นภาพมีส้ม สัญลักษณ์ของพรรคก้าวไกล บนจอแอลอีดีขนาดใหญ่ ของศูนย์การค้าด้วย อีกทั้งรูปแบบเวทีปราศรับเป็นเวทีวงกลม และมีกองเชียร์มาฟังล้อมรอบ คล้ายกับวันปราศรัยใหญ่ก่อนเลือกตั้ง โดยมีกองเชียร์มาร่วมฟังการปราศรัยจำนวนมาก แม้ตลอดช่วงเย็นจะมีฝนตกลงมาตลอดเวลาก็ตาม แต่ก็ไม่เป็รอุปสรรคในการมาร่วมฟังให้กำลังใจของแฟนคลับ และหลังจากนานพิธาปราศรัยเสร็จ ก็มีแฟนคลับมาต่อแถวยาวเพื่อรอถ่ายรูปอยู่หน้าลานศูนย์การค้าอีกนานกว่า1ชั่วโมง
นอกจากผู้มาร่วมขอบคุณประชาชน จะมี ส.ส.กทม.ทั้ง 32เขตแล้ว ยังมีแขกรับเชิญพิเศษ ทั้งคุณมารีญา พูนเลิศลาภ และคุณทิชา ณ นคร นักสิทธิมนุษยชน มาพูดคุยในหัวข้อ "ความหวังและความฝันต่อนายกรัฐมนตรีคนที่ 30" ด้วย
ชมคลิป >>>