เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่าทีของ “อภิสิทธิ์” ปฏิเสธการสืบทอดอำนาจของ “2 ลุง” อย่างชัดเจน จึงคาดการณ์ได้ว่า หาก “อภิสิทธิ์” ได้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็น่าจะปิดโอกาสการเป็นรัฐบาล เพราะ
- สูตรก้าวไกลเป็นแกนนำ - ไม่เลือกประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว
- สูตรเพื่อไทยชิงตั้งรัฐบาล - ต้องใช้บริการอย่างน้อย 1 ลุงจาก 2 ลุง
ฉะนั้นอภิสิทธิ์น่าจะไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล สอดคล้องกับท่าทีของแกนนำพรรคคนสำคัญหลายคน ที่มองว่าหากจะฟื้นความนิยมของพรรค ประชาธิปัตย์ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ยิ่งได้ทำงานเป็นฝ่ายค้านร่วมกับก้าวไกล อาจทำให้บทบาทของประชาธิปัตย์โดดเด่นขึ้น
นอกจากนั้นยังสนับสนุนให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งงานแก้ไขกฎหมาย จัดทำกฎหมาย เป็นงานถนัดของประชาธิปัตย์ ที่สำคัญยังสอดรับกับกระแสความต้องการของประชาชน ที่ต้องการ “กติกาประเทศ” ที่ดีกว่านี้
ส่วนผลทางการเมือง หากมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คือ ทำได้เร็ว รัฐบาลชุดใหม่จะอยู่ไม่ถึง 4 ปี เนื่องจากเมื่อรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จ เปลี่ยนกติกาเลือกตั้งใหม่ ตามธรรมเนียมต้องยุบสภาฯ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ทันที
แต่แนวทางนี้ก็สวนทางกับบรรดา ส.ส.กลุ่มใหญ่ของพรรค ซึ่งแกนนำกลุ่มหลายอยากร่วมรัฐบาล และอยากเป็นรัฐมนตรี ซึ่งการตั้งรัฐบาลที่มีปัญหาในขณะนี้ ทำให้ประชาธิปัตย์มีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลได้ไม่ยาก
ทำให้เกิดกระแสสนับสนุน “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา และรองหัวหน้าพรรคภาคใต้ ขึ้นชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
งานนี้จึงกลายเป็นทางสองแพร่งของประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกันชื่อของ “มาดามเดียร์” วทันยา บุนนาค ก็ยังไม่หลุดวงโคจร โดยเฉพาะความทุ่มเทในการช่วยพรรคหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และภาพคนรุ่นใหม่ที่สามารถสร้างแบรนด์ “นีโอ คอนเซอร์เวทีฟ” หรือ “อนุร้กษ์นิยมใหม่ อนุรักษ์นิยมทันสมัย” แข่งกับก้าวไกลได้
เหมือนกับที่พรรคแรงงาน หรือ พรรคเลเบอร์ ของอังกฤษ เคยประสบความสำเร็จในการฟื้นความนิยมพรรคได้มาแล้ว ย้อนกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ หลังจากห่างหายไปนานถึง 16 ปี หรือ 4 สมัย
แต่ “มาดามเดียร์” ติดปัญหาคุณสมบัติ เพราะเป็นสมาชิกพรรคยังไม่ครบ 5 ปีตามข้อบังคับ และไม่เคยเป็น ส.ส.ของพรรคมาก่อน จึงไม่มีสิทธิลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ปัญหานี้ก็มีทางออก คือต้องมีกรรมการบริหารพรรครับรอง 3 ใน 4