เนชั่นกรุ๊ป จัดสัมมนา ติดตามนโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พรรคการเมือง
22 มิ.ย. 2566 | tinakit_rat

"เนชั่นกรุ๊ป" ร่วมกับ "สมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ" จัดประชุมและสัมมนา การติดตามนโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ของพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้ง
การเมือง
22 มิ.ย. 2566 | tinakit_rat

"เนชั่นกรุ๊ป" ร่วมกับ "สมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ" จัดประชุมและสัมมนา การติดตามนโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ของพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้ง
22 มิถุนายน 2566 "เนชั่นกรุ๊ป" ร่วมกับ "สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย" จัดประชุมและสัมมนาทางวิชาการ การติดตาม "นโยบายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น" ของพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้ง ในหัวข้อ "ท้องถิ่นมั่งคั่ง ประเทศมั่นคง" ซึ่งเป็นการระดมความคิดเห็นจากผู้นำพรรคการเมือง ในการที่จะช่วยกันขับเคลื่อน ผลักดันปลดล็อคและพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข็ง
โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายนิกร จำนง ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา, นายซูการ์โน มะทา อดีตประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น, นายอรัญ พันธุมจินดา รองเลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า, นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย
งานจัดขึ้น ณ อาคารชาเลนเจอร์ อาคาร 2 อิมแพค ชาแลนเจอร์ เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทุบรี
การปลดล็อกท้องถิ่น
นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกท้องถิ่น ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าสิ่งไหนเป็นอุปสรรคในการบริหารท้องถิ่น บริการสาธารณะต้องนำมาพิจารณาก่อน เพื่อแก้กฎระเบียบโดยกฎกระทรวง เพื่อให้ท้องถิ่นบริหารงานราชการได้ราบรื่นขึ้น
ขณะที่นายนิกร แสดงความเห็นว่า ควรแก้ไขปัญหาที่ต้นน้ำ นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 หมวด 14 ที่ยังไม่ปล่อยวางเรื่องการกระจายอำนาจ
ประเด็นการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ยังสอดคล้องกับ นายซูการ์โน, นายอรัญ, นายวรภพ, น.อ.อนุดิษฐ์ ที่แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งแตกต่างกัน ซึ่งต้องลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายอำนาจในการตัดสินใจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยการแก้ไขข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ
การถ่ายโอนอำนาจ
นายวรภพ และนายนิพนธ์ มีความเห็นตรงกันว่า ท้องถิ่นไหนได้รับการถ่ายโอนภารกิจหน้าที่แล้วประสบความสำเร็จ ควรจะต้องสนับสนุนเงินงบประมาณลงไปด้วย โดยห้ามถ่ายโอนกลับ และยังต้องดูศักยภาพของท้องถิ่นเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ
ด้านนายนิกร กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญของการถ่ายโอนอำนาจ ต้องมองถึงประโยชน์ของประชาชน และเชื่อใจท้องถิ่นก่อน ว่าท้องถิ่นหรือส่วนกลาง ส่วนไหนทำได้ดีกว่ากัน โดยยกตัวอย่าง การดำเนินการขนส่งทางบก ที่ควบคุมโดยส่วนกลาง ยังมีเรื่องการฉีดยาพิษสุนัขบ้า ที่ถูกดูแลจากท้องถิ่น แต่กลับมีปัญหาคอร์รัปชัน
การกระจายอำนาจด้านการคลัง
นายวรภพ เสนอว่า ควรแบ่งสัดส่วน 50 ต่อ 50 คือใช้เงินของท้องถิ่น 50% และรัฐบาลอุดหนุน 50% เมื่อควบรวมภูมิภาคแล้ว เชื่อว่าการเพิ่มรายได้สู่ท้องถิ่น จะสามารถทำได้เกิน 30% หรือ 3 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ นายนิพนธ์ และนายอรัญ มีความเห็นว่า ควรเพิ่มฐานภาษีในการจัดเก็บ รวมถึงการดำเนินการกับผู้ประกอบการที่ค้างภาษี เพื่อทำให้ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น
ด้านนายนิกร มีมุมมองที่แตกต่างออกไปว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ทั้งหมด จึงต้องให้ส่วนกลางเข้าไปช่วยเหลือ แต่การช่วยเหลือ รัฐบาลต้องดูแลอย่างเป็นธรรม และไม่เหลื่อมล้ำ
ส่วน น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า สัดส่วนรายได้ การแบ่งเปอร์เซ็นต์ อาจไม่ใช่คำตอบ ควรจะต้องดูสัดส่วนของเนื้องาน และสัดส่วนของท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แก้ไขกฎหมายที่เป็นช่องทางในการหาเงิน และการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน หากมีกระบวนการจัดการได้ดี จะมีเงินเหลือ และนำเงินมาพัฒนาท้องถิ่น
"คอร์รัปชัน" เป็นปัญหาหลักที่ทำให้ท้องถิ่นยังไม่ถูกปลดล็อก
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ได้เสนอกับว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลใหม่ ให้ดำเนินการทั้งหมด 7 ข้อ 1. ผู้นำต้องตั้งใจจริงในการปราบปรามคอร์รัปชั่น 2. ทุกคนต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด ทั้งตุลาการ นิติบัญญัติ เจ้าหน้าที่รัฐระดับบริหารทุกคน 3. ขีดเส้นตายในการสืบสวนสอบสวน 4. ลงโทษอย่างหนัก ทั้งผู้ให้ และผู้รับ 5. การแจ้งเบาะแส ต้องง่ายและลับ 6 สื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพ ในการนำเสนอ และ 7. เสริมความแข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี ด้วยการเอา AI มาใช้ตรวจสอบ
สอดคล้องกับมุมมองของวิทยากรทุกท่านที่มองว่า เริ่มจากการแก้ไขกฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรม ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบเพื่อป้องกันปัญหาคอร์รัปชัน โดยเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
การกระจายอำนาจแบบเต็มรูปแบบ หรือ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
นายวรภพ, นายนิพนธ์ และนายซูการ์โน เสนอว่า ผู้นำสูงสุดควรมาจากการเลือกตั้ง หากภูมิภาคส่วนไหนที่ทับซ้อนกัน ก็ควรควบรวมกัน ซึ่งทั้งหมด ควรมาจากการทำประชามติ และควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่หัวใจสำคัญคือ ต้องกลับมาทบทวนคำว่า "การเลือกผู้ว่าฯ" มีนิยาม และรายละเอียดอย่างไร
ในขณะที่ นายนิกร เห็นต่างในเรื่องนี้ว่า ควรยังจะต้องดูแลจากภาครัฐ เพื่อป้องกันการสร้างอิทธิพลของผู้บริหารจังหวัด และหากจังหวัดไหน ยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ รัฐก็ควรให้การดูแลไปก่อน
นอกจากนี้ตัวแทนจากพรรคการเมืองทุกท่านยังเสนอว่า แนวคิดสนับสนุนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ควรดำเนินการทันที เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น โดยดำเนินการตามนโยบายที่วางไว้ พร้อมจัดสรรงบประมาณ ผลักดันให้รัฐกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น โดยพึ่งพาตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นตนเอง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นร่วมกัน