เนชั่นทีวี

Nation Story

SPORTS: "ลิเวอร์พูล" เปิดทางทุนยักษ์ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเหล่าเจ้าสัวซื้อหุ้นหงส์แดง

15 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

SPORTS: "ลิเวอร์พูล" เปิดทางทุนยักษ์ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเหล่าเจ้าสัวซื้อหุ้นหงส์แดง

ดีลนี้ไม่ใช่การขายลิเวอร์พูล แต่คือการเปิดประตูให้มหาเศรษฐีระดับโลกเข้ามายืนข้างโต๊ะบริหาร และคำถามสำคัญกว่าคือ จากนี้ “หงส์แดง” จะเปลี่ยนไปแค่ไหน เมื่อเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจระดับโลกกำลังไหลเข้าสู่แอนฟิลด์

ดีลนี้ไม่ใช่การขายลิเวอร์พูล แต่คือการเปิดประตูให้มหาเศรษฐีระดับโลกเข้ามายืนข้างโต๊ะบริหาร และคำถามสำคัญกว่าคือ จากนี้ “หงส์แดง” จะเปลี่ยนไปแค่ไหน เมื่อเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจระดับโลกกำลังไหลเข้าสู่แอนฟิลด์

KEY

POINTS

  • กลุ่มทุน 1892 Holdings ซึ่งมี เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon ร่วมลงทุนด้วย ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนน้อยของสโมสรลิเวอร์พูล
  • Fenway Sports Group (FSG) ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุมการบริหารสโมสรเหมือนเดิม ไม่ใช่การเทคโอเวอร์
  • การลงทุนนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มงบประมาณซื้อขายนักเตะในทันที แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจของสโมสรในระยะยาว

Fenway Sports Group หรือ FSG เจ้าของสโมสรลิเวอร์พูล ยืนยันการขายหุ้นส่วนน้อยของสโมสรให้กับกลุ่มทุน 1892 Holdings ซึ่งมี เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon และหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ร่วมลงทุนด้วย ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการประกาศเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 หลังมีรายงานข่าวเรื่องการเจรจามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยแม้ไม่มีการเปิดเผยสัดส่วนอย่างเป็นทางการ แต่แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนประเมินว่าอยู่ในช่วงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ถึงหนึ่งในสามของสโมสร

 

สิ่งที่ต้องเน้นตั้งแต่ต้นคือ FSG ยังคงเป็นเจ้าของเสียงข้างมากและยังควบคุมการดำเนินงานของสโมสร ดีลนี้จึงไม่ใช่การเปลี่ยนเจ้าของลิเวอร์พูล และไม่ได้หมายความว่าเบโซสจะเข้ามานั่งบัญชาการที่แอนฟิลด์โดยตรง ตรงกันข้าม แหล่งข่าวระบุว่าโครงสร้างผู้นำและการบริหารงานประจำวันของสโมสรจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

แต่การที่ชื่อของเบโซสปรากฏอยู่ในกลุ่มผู้ลงทุน ย่อมทำให้ดีลนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดด้านธุรกิจของพรีเมียร์ลีกในช่วงที่ผ่านมา

⚽[จาก FSG ถึง Bezos ใครอยู่เบื้องหลังดีลนี้]

แม้ชื่อของเจฟฟ์ เบโซสจะดึงดูดความสนใจมากที่สุด แต่ผู้ที่เป็นหัวหอกของดีลนี้กลับเป็น อมิต ภาเทีย อดีตผู้ร่วมเป็นเจ้าของควีนส์พาร์ก เรนเจอร์ส ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและบริหารกลุ่ม 1892 Holdings

 

ภาเทียจะเข้ารับตำแหน่งรองประธานสโมสร และจะมี เอเลน ซาเวริน ภรรยาของ เอดูอาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook รวมถึง ไบรอัน บอม จาก K5 Sports เข้ามาเป็นกรรมการสโมสร ขณะที่เบโซสจะไม่ได้มีตำแหน่งในบอร์ดบริหารของลิเวอร์พูล

 

สำหรับเบโซส นี่ถือเป็นการเข้าสู่โลกการลงทุนด้านกีฬาอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยตกเป็นข่าวว่าสนใจลงทุนในแฟรนไชส์กีฬาของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ NFL ทั้ง Washington Commanders และ Seattle Seahawks

 

เบโซส วัย 62 ปี สร้าง Amazon ขึ้นมาจากโรงรถของตัวเองในปี 1994 ก่อนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจ เขาลงจากตำแหน่งซีอีโอของ Amazon ในปี 2021 และปัจจุบันยังเป็นเจ้าของ The Washington Post รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ Blue Origin ข้อมูลจาก Forbes ประเมินทรัพย์สินของเขาอยู่ที่ประมาณ 272.1 พันล้านดอลลาร์

ส่วนซาเวริน วัย 44 ปี เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook และปัจจุบันบริหาร B Capital ซึ่งเป็นกองทุนร่วมลงทุนที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ เขาเองก็ไม่ได้เพิ่งสนใจวงการฟุตบอล เพราะเคยร่วมอยู่ในกลุ่มทุนที่สนับสนุนการเสนอซื้อเชลซีของ สตีฟ ปากลูคา เมื่อปี 2022

 

ภาเทียเองมีประสบการณ์โดยตรงในฟุตบอลอังกฤษ หลังอยู่กับ QPR เกือบ 19 ปี ก่อนประกาศถอนตัวจากบอร์ดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งรองประธานและประธานสโมสร

 

ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่เพียงการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ต้องการซื้อหุ้นฟุตบอล แต่เป็นการนำเงินทุนจากหลายอุตสาหกรรมมารวมเข้ากับคนที่มีประสบการณ์บริหารสโมสรฟุตบอลอังกฤษโดยตรง

 

⚽[FSG ไม่ได้ขายเพราะขาดเงิน]

คำถามสำคัญคือ ถ้า FSG ยังคงควบคุมลิเวอร์พูลได้ แล้วเหตุใดจึงต้องขายหุ้นประมาณหนึ่งในสามให้กลุ่มทุนภายนอก?

 

คำตอบจากข้อมูลของ The Athletic ชัดเจนว่า FSG ไม่ได้ยืนยันว่าตัวเองกำลังมองหาเงินเพื่ออุดช่องโหว่ทางการเงินของสโมสร แต่เห็นประโยชน์จากการจับมือกับกลุ่มทุนที่สามารถเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจของลิเวอร์พูลในระยะยาว

 

ไมค์ กอร์ดอน ประธาน FSG ระบุว่า ลิเวอร์พูลถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดที่ต้องมองไกลกว่าหนึ่งฤดูกาล และการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเห็นว่าภาเทียและกลุ่มทุนมีแนวคิดระยะยาวและความเข้าใจในสิ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรพิเศษเช่นเดียวกัน

 

ในอีกมุมหนึ่ง ดีลนี้สะท้อนว่าลิเวอร์พูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลเพียงใดภายใต้การบริหารของ FSG

 

FSG เข้ามาซื้อลิเวอร์พูลเมื่อเดือนตุลาคม 2010 และตลอดระยะเวลาประมาณ 15 ปี สโมสรประสบความสำเร็จทั้งในสนามและนอกสนามอย่างมีนัยสำคัญ การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก การพัฒนาสนามแอนฟิลด์ ตลอดจนการเติบโตของรายได้จากธุรกิจและการตลาด ทำให้มูลค่าของสโมสรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

 

ดังนั้น การขายหุ้นส่วนน้อยในเวลานี้จึงสามารถมองได้อีกมุมว่าเป็นการ เปลี่ยนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นบนกระดาษให้กลายเป็นผลตอบแทนทางธุรกิจ โดยที่ FSG ยังไม่จำเป็นต้องสละอำนาจควบคุม

 

นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดของดีล

 

⚽[เบโซสจะเปลี่ยนลิเวอร์พูลทันทีหรือไม่?]

สำหรับแฟนบอลที่หวังว่าการเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่จะหมายถึงงบประมาณเสริมทัพก้อนมหึมา อาจต้องใจเย็นลงก่อน

 

ข้อมูลจาก The Athletic ระบุชัดว่า การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินก้อนใหม่สำหรับตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ และแนวทางการเสริมทีมที่วางเอาไว้ก่อนหน้าจะยังคงเดินหน้าต่อไป

 

นั่นหมายความว่า หากแฟนบอลคาดหวังว่าจะเห็นลิเวอร์พูลเปลี่ยนจากการบริหารแบบระมัดระวังมาเป็นสโมสรที่ทุ่มเงินแบบไร้ขีดจำกัด เพียงเพราะมีชื่อเจฟฟ์ เบโซสอยู่ในกลุ่มผู้ถือหุ้น ก็อาจต้องผิดหวัง

 

FSG ยังคงเชื่อในโมเดลธุรกิจแบบพึ่งพาตัวเอง รายได้ที่สโมสรสร้างขึ้นจะถูกนำกลับไปลงทุนในกิจการ ขณะที่กฎการเงินของฟุตบอลอังกฤษเองก็ทำให้การนำเงินจากเจ้าของมาทุ่มเข้าสโมสรโดยตรงมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต

 

แต่สิ่งที่อาจเปลี่ยนไปคือ ขนาดและคุณภาพของเครือข่ายธุรกิจ

 

ภาเทียมีเครือข่ายในเอเชีย ขณะที่กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสามารถช่วยขยายธุรกิจและแบรนด์ลิเวอร์พูลในตลาดใหม่ ๆ ส่วนการมีบุคคลที่มีทรัพย์สินระดับหลายแสนล้านดอลลาร์อยู่ในกลุ่มทุน ย่อมเพิ่มน้ำหนักให้กับสโมสรในโลกธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ลิเวอร์พูลอาจไม่ได้มีเงินเพิ่มทันทีเพื่อซื้อกองหน้าอีกหนึ่งคน แต่ในระยะยาว สโมสรอาจมีช่องทางสร้างรายได้ใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายทาง

 

⚽[บทเรียนจากดีลก่อนหน้า]

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ FSG เปิดประตูให้ผู้ลงทุนภายนอกเข้ามาถือหุ้น

 

ในเดือนมีนาคม 2021 RedBird Capital Partners ลงทุนประมาณ 735 ล้านดอลลาร์ เพื่อถือหุ้นราว 11.5 เปอร์เซ็นต์ใน FSG ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มธุรกิจกำลังรับมือกับผลกระทบจากโควิด-19

 

จากนั้นในเดือนกันยายน 2023 Dynasty Equity เข้ามาซื้อหุ้นประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ในลิเวอร์พูลด้วยเงินเกือบ 200 ล้านดอลลาร์ โดยเงินลงทุนส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้กับการพัฒนา Anfield Road Stand การนำ Melwood กลับมาเป็นศูนย์ฝึกของทีมหญิง และการชำระหนี้ธนาคารบางส่วน

 

ในช่วงฤดูกาล 2023-24 และ 2024-25 การลงทุนจาก Dynasty ทำให้มีเงินสดไหลเข้าสู่สโมสรรวมประมาณ 146.5 ล้านปอนด์

 

กรณีของกลุ่มทุน 1892 Holdings จึงอาจเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของโมเดลเดียวกัน เพียงแต่ครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่ามาก และมีชื่อระดับโลกอย่างเบโซสเข้ามาอยู่ในสมการ

 

⚽[แล้วนี่คือจุดเริ่มต้นของการขายลิเวอร์พูลหรือไม่?]

คำถามนี้น่าจะเกิดขึ้นทันทีในหมู่แฟนบอล เพราะเมื่อมีนักลงทุนเข้ามาถือหุ้นจำนวนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์หรือหนึ่งในสาม ย่อมมีคนตั้งข้อสงสัยว่า วันหนึ่งกลุ่มทุนนี้จะขยับขึ้นมาถือหุ้นใหญ่หรือไม่

 

คำตอบในเวลานี้คือ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นเช่นนั้น

 

แหล่งข่าวของลิเวอร์พูลยืนยันว่าเอกสารของธุรกรรมเปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ระหว่าง FSG กับกลุ่มทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่ามีแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่ากลุ่มทุนจะซื้อหุ้นเพิ่มจนกลายเป็นเจ้าของรายใหญ่

 

นั่นทำให้สถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างชัดเจน FSG ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังคุมการบริหาร และยังเป็นผู้กำหนดทิศทางหลักของสโมสร ขณะที่กลุ่มทุนใหม่เข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ถือหุ้นส่วนน้อย

 

อย่างไรก็ตาม ในโลกฟุตบอล การลงทุนทุกครั้งย่อมมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

Arjun Nagarkatti จาก Deutsche Bank อธิบายหลักการในภาพรวมว่า นักลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภทต้องตัดสินใจว่าเมื่อใดคือจังหวะที่เหมาะสมในการเปลี่ยนมูลค่าของสินทรัพย์ให้กลายเป็นผลตอบแทน และฟุตบอลก็ไม่ต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

FSG อยู่กับลิเวอร์พูลมานานกว่าทศวรรษ ผ่านช่วงเวลาที่สโมสรประสบความสำเร็จอย่างมากและมูลค่าพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล การขายหุ้นก้อนใหญ่ในเวลานี้จึงเป็นทั้งการดึงพันธมิตรใหม่เข้ามาและการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของสโมสร

 

⚽[“หงส์แดง” กำลังกลายเป็นธุรกิจระดับโลกมากกว่าสโมสรฟุตบอล]

สิ่งที่น่าจับตามองจากดีลนี้จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “เจฟฟ์ เบโซสจะให้เงินลิเวอร์พูลเท่าไร” แต่คือคำถามว่า ลิเวอร์พูลจะใช้เครือข่ายของคนเหล่านี้สร้างรายได้และขยายอิทธิพลไปได้ไกลแค่ไหน

 

ในยุคที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไม่ได้แข่งขันกันเพียงในสนาม แต่แข่งขันกันในตลาดสปอนเซอร์ แพลตฟอร์มดิจิทัล เทคโนโลยี คอนเทนต์ อีคอมเมิร์ซ และฐานแฟนบอลทั่วโลก การมีนักธุรกิจระดับเบโซสอยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นย่อมเปิดประตูที่สโมสรฟุตบอลทั่วไปอาจเข้าถึงได้ยาก

 

และนี่อาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงของดีลนี้

 

FSG ไม่ได้จำเป็นต้องเสียอำนาจเพื่อแลกกับเงินสดก้อนใหม่ แต่เลือกแบ่งเค้กบางส่วนให้กับพันธมิตรที่มีศักยภาพในการทำให้เค้กทั้งก้อนใหญ่ขึ้น

 

สำหรับแฟนลิเวอร์พูล สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเปลี่ยนเจ้าของแบบฉับพลัน และไม่ใช่สัญญาณว่าจะมีการทุ่มเงินแบบบ้าคลั่งในตลาดนักเตะทันที หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างทางธุรกิจที่อาจส่งผลต่อสโมสรในอีกหลายปีข้างหน้า

 

FSG ยังคุมพวงมาลัย ส่วนกลุ่มทุนของภาเทีย เบโซส และซาเวรินกำลังเข้ามานั่งในรถคันเดียวกัน

 

คำถามจากนี้จึงไม่ใช่ว่าใครเป็นเจ้าของลิเวอร์พูล แต่คือ คนกลุ่มใหม่จะช่วยทำให้ลิเวอร์พูลเดินทางไปได้ไกลกว่าเดิมแค่ไหน และในวันที่ฟุตบอลกลายเป็นทั้งกีฬา อุตสาหกรรมบันเทิง และสินทรัพย์ระดับโลก แอนฟิลด์กำลังแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า สโมสรฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้ขายเพียงชัยชนะในสนาม แต่ขาย “อนาคต” ที่มีมูลค่ามหาศาลอยู่เบื้องหลังด้วย

ข่าวล่าสุด