ส่วนซาเวริน วัย 44 ปี เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook และปัจจุบันบริหาร B Capital ซึ่งเป็นกองทุนร่วมลงทุนที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ เขาเองก็ไม่ได้เพิ่งสนใจวงการฟุตบอล เพราะเคยร่วมอยู่ในกลุ่มทุนที่สนับสนุนการเสนอซื้อเชลซีของ สตีฟ ปากลูคา เมื่อปี 2022
ภาเทียเองมีประสบการณ์โดยตรงในฟุตบอลอังกฤษ หลังอยู่กับ QPR เกือบ 19 ปี ก่อนประกาศถอนตัวจากบอร์ดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งรองประธานและประธานสโมสร
ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่เพียงการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ต้องการซื้อหุ้นฟุตบอล แต่เป็นการนำเงินทุนจากหลายอุตสาหกรรมมารวมเข้ากับคนที่มีประสบการณ์บริหารสโมสรฟุตบอลอังกฤษโดยตรง
⚽[FSG ไม่ได้ขายเพราะขาดเงิน]
คำถามสำคัญคือ ถ้า FSG ยังคงควบคุมลิเวอร์พูลได้ แล้วเหตุใดจึงต้องขายหุ้นประมาณหนึ่งในสามให้กลุ่มทุนภายนอก?
คำตอบจากข้อมูลของ The Athletic ชัดเจนว่า FSG ไม่ได้ยืนยันว่าตัวเองกำลังมองหาเงินเพื่ออุดช่องโหว่ทางการเงินของสโมสร แต่เห็นประโยชน์จากการจับมือกับกลุ่มทุนที่สามารถเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจของลิเวอร์พูลในระยะยาว
ไมค์ กอร์ดอน ประธาน FSG ระบุว่า ลิเวอร์พูลถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดที่ต้องมองไกลกว่าหนึ่งฤดูกาล และการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเห็นว่าภาเทียและกลุ่มทุนมีแนวคิดระยะยาวและความเข้าใจในสิ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรพิเศษเช่นเดียวกัน
ในอีกมุมหนึ่ง ดีลนี้สะท้อนว่าลิเวอร์พูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลเพียงใดภายใต้การบริหารของ FSG
FSG เข้ามาซื้อลิเวอร์พูลเมื่อเดือนตุลาคม 2010 และตลอดระยะเวลาประมาณ 15 ปี สโมสรประสบความสำเร็จทั้งในสนามและนอกสนามอย่างมีนัยสำคัญ การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก การพัฒนาสนามแอนฟิลด์ ตลอดจนการเติบโตของรายได้จากธุรกิจและการตลาด ทำให้มูลค่าของสโมสรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ดังนั้น การขายหุ้นส่วนน้อยในเวลานี้จึงสามารถมองได้อีกมุมว่าเป็นการ เปลี่ยนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นบนกระดาษให้กลายเป็นผลตอบแทนทางธุรกิจ โดยที่ FSG ยังไม่จำเป็นต้องสละอำนาจควบคุม
นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดของดีล
⚽[เบโซสจะเปลี่ยนลิเวอร์พูลทันทีหรือไม่?]
สำหรับแฟนบอลที่หวังว่าการเข้ามาของกลุ่มทุนใหม่จะหมายถึงงบประมาณเสริมทัพก้อนมหึมา อาจต้องใจเย็นลงก่อน
ข้อมูลจาก The Athletic ระบุชัดว่า การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินก้อนใหม่สำหรับตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ และแนวทางการเสริมทีมที่วางเอาไว้ก่อนหน้าจะยังคงเดินหน้าต่อไป
นั่นหมายความว่า หากแฟนบอลคาดหวังว่าจะเห็นลิเวอร์พูลเปลี่ยนจากการบริหารแบบระมัดระวังมาเป็นสโมสรที่ทุ่มเงินแบบไร้ขีดจำกัด เพียงเพราะมีชื่อเจฟฟ์ เบโซสอยู่ในกลุ่มผู้ถือหุ้น ก็อาจต้องผิดหวัง
FSG ยังคงเชื่อในโมเดลธุรกิจแบบพึ่งพาตัวเอง รายได้ที่สโมสรสร้างขึ้นจะถูกนำกลับไปลงทุนในกิจการ ขณะที่กฎการเงินของฟุตบอลอังกฤษเองก็ทำให้การนำเงินจากเจ้าของมาทุ่มเข้าสโมสรโดยตรงมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต
แต่สิ่งที่อาจเปลี่ยนไปคือ ขนาดและคุณภาพของเครือข่ายธุรกิจ
ภาเทียมีเครือข่ายในเอเชีย ขณะที่กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสามารถช่วยขยายธุรกิจและแบรนด์ลิเวอร์พูลในตลาดใหม่ ๆ ส่วนการมีบุคคลที่มีทรัพย์สินระดับหลายแสนล้านดอลลาร์อยู่ในกลุ่มทุน ย่อมเพิ่มน้ำหนักให้กับสโมสรในโลกธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ลิเวอร์พูลอาจไม่ได้มีเงินเพิ่มทันทีเพื่อซื้อกองหน้าอีกหนึ่งคน แต่ในระยะยาว สโมสรอาจมีช่องทางสร้างรายได้ใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลายทาง
⚽[บทเรียนจากดีลก่อนหน้า]
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ FSG เปิดประตูให้ผู้ลงทุนภายนอกเข้ามาถือหุ้น
ในเดือนมีนาคม 2021 RedBird Capital Partners ลงทุนประมาณ 735 ล้านดอลลาร์ เพื่อถือหุ้นราว 11.5 เปอร์เซ็นต์ใน FSG ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มธุรกิจกำลังรับมือกับผลกระทบจากโควิด-19
จากนั้นในเดือนกันยายน 2023 Dynasty Equity เข้ามาซื้อหุ้นประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ในลิเวอร์พูลด้วยเงินเกือบ 200 ล้านดอลลาร์ โดยเงินลงทุนส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้กับการพัฒนา Anfield Road Stand การนำ Melwood กลับมาเป็นศูนย์ฝึกของทีมหญิง และการชำระหนี้ธนาคารบางส่วน
ในช่วงฤดูกาล 2023-24 และ 2024-25 การลงทุนจาก Dynasty ทำให้มีเงินสดไหลเข้าสู่สโมสรรวมประมาณ 146.5 ล้านปอนด์
กรณีของกลุ่มทุน 1892 Holdings จึงอาจเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของโมเดลเดียวกัน เพียงแต่ครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่ามาก และมีชื่อระดับโลกอย่างเบโซสเข้ามาอยู่ในสมการ
⚽[แล้วนี่คือจุดเริ่มต้นของการขายลิเวอร์พูลหรือไม่?]
คำถามนี้น่าจะเกิดขึ้นทันทีในหมู่แฟนบอล เพราะเมื่อมีนักลงทุนเข้ามาถือหุ้นจำนวนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์หรือหนึ่งในสาม ย่อมมีคนตั้งข้อสงสัยว่า วันหนึ่งกลุ่มทุนนี้จะขยับขึ้นมาถือหุ้นใหญ่หรือไม่
คำตอบในเวลานี้คือ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นเช่นนั้น
แหล่งข่าวของลิเวอร์พูลยืนยันว่าเอกสารของธุรกรรมเปิดพื้นที่ให้ความสัมพันธ์ระหว่าง FSG กับกลุ่มทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่ามีแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่ากลุ่มทุนจะซื้อหุ้นเพิ่มจนกลายเป็นเจ้าของรายใหญ่
นั่นทำให้สถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างชัดเจน FSG ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังคุมการบริหาร และยังเป็นผู้กำหนดทิศทางหลักของสโมสร ขณะที่กลุ่มทุนใหม่เข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
อย่างไรก็ตาม ในโลกฟุตบอล การลงทุนทุกครั้งย่อมมีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง
Arjun Nagarkatti จาก Deutsche Bank อธิบายหลักการในภาพรวมว่า นักลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภทต้องตัดสินใจว่าเมื่อใดคือจังหวะที่เหมาะสมในการเปลี่ยนมูลค่าของสินทรัพย์ให้กลายเป็นผลตอบแทน และฟุตบอลก็ไม่ต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
FSG อยู่กับลิเวอร์พูลมานานกว่าทศวรรษ ผ่านช่วงเวลาที่สโมสรประสบความสำเร็จอย่างมากและมูลค่าพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล การขายหุ้นก้อนใหญ่ในเวลานี้จึงเป็นทั้งการดึงพันธมิตรใหม่เข้ามาและการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของสโมสร
⚽[“หงส์แดง” กำลังกลายเป็นธุรกิจระดับโลกมากกว่าสโมสรฟุตบอล]
สิ่งที่น่าจับตามองจากดีลนี้จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “เจฟฟ์ เบโซสจะให้เงินลิเวอร์พูลเท่าไร” แต่คือคำถามว่า ลิเวอร์พูลจะใช้เครือข่ายของคนเหล่านี้สร้างรายได้และขยายอิทธิพลไปได้ไกลแค่ไหน
ในยุคที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไม่ได้แข่งขันกันเพียงในสนาม แต่แข่งขันกันในตลาดสปอนเซอร์ แพลตฟอร์มดิจิทัล เทคโนโลยี คอนเทนต์ อีคอมเมิร์ซ และฐานแฟนบอลทั่วโลก การมีนักธุรกิจระดับเบโซสอยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นย่อมเปิดประตูที่สโมสรฟุตบอลทั่วไปอาจเข้าถึงได้ยาก
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงของดีลนี้
FSG ไม่ได้จำเป็นต้องเสียอำนาจเพื่อแลกกับเงินสดก้อนใหม่ แต่เลือกแบ่งเค้กบางส่วนให้กับพันธมิตรที่มีศักยภาพในการทำให้เค้กทั้งก้อนใหญ่ขึ้น
สำหรับแฟนลิเวอร์พูล สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเปลี่ยนเจ้าของแบบฉับพลัน และไม่ใช่สัญญาณว่าจะมีการทุ่มเงินแบบบ้าคลั่งในตลาดนักเตะทันที หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างทางธุรกิจที่อาจส่งผลต่อสโมสรในอีกหลายปีข้างหน้า
FSG ยังคุมพวงมาลัย ส่วนกลุ่มทุนของภาเทีย เบโซส และซาเวรินกำลังเข้ามานั่งในรถคันเดียวกัน
คำถามจากนี้จึงไม่ใช่ว่าใครเป็นเจ้าของลิเวอร์พูล แต่คือ คนกลุ่มใหม่จะช่วยทำให้ลิเวอร์พูลเดินทางไปได้ไกลกว่าเดิมแค่ไหน และในวันที่ฟุตบอลกลายเป็นทั้งกีฬา อุตสาหกรรมบันเทิง และสินทรัพย์ระดับโลก แอนฟิลด์กำลังแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า สโมสรฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้ขายเพียงชัยชนะในสนาม แต่ขาย “อนาคต” ที่มีมูลค่ามหาศาลอยู่เบื้องหลังด้วย