จากนั้นได้แสดงความคิดเห็นเรื่องตำแหน่งประธานสภาฯว่า ไม่เห็นด้วยที่พรรคเพื่อไทยได้ 141 เสียง ก้าวไกลได้ 151 เสียง แล้วพรรคเพื่อไทยจะเห็นด้วยกับก้าวไกลทุกอย่าง เพราะมองว่ามีศักดิ์ศรีเท่ากัน แม้เห็นด้วยกับการสนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นอันดับ 1
แต่ไม่ได้หมายความว่าการได้ 151 เสียง เมื่อได้บริหารแล้วจะหาวเอาเดือนเอาดาว เกินพลังทางการเมืองที่ตัวเองมี มาเอาตำแหน่งประธานสภาฯไปด้วย ตนว่ามันง่ายไป ไม่ได้เห็นเพื่อนฝูงอยู่ในสายตา จึงออกมาพูดเรื่องนี้โดยไม่ได้นัดหมายกับใคร เป็นการสู้เพื่อให้พรรคเพื่อไทยยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ลูกน้องพรรคการเมืองใด
ส่วนที่ นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย มาติความเห็นของตนก็เข้าใจ พร้อมระบุว่า ตนเจ็บปวด แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถให้ตำแหน่งประธานฯสภากับพรรคก้าวไกล เพราะมีเสียงแค่ 151 หากมีปัญหาในสภาฯจะแก้ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการโหวตในสภาฯ
พร้อมมองว่าพรรคเพื่อไทยมีบุคลากรที่เหมาะสมมากกว่า ตนไม่อยากเห็นสามเณรกับพระบวชใหม่ มาเป็นประธานสภาฯพร้อมย้ำว่า เพื่อไทยมีบุคลากรเหมาะสมหลายคน ทั้งคนที่อยู่ในห้อง คือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค รวมถึง นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ตนก็เป็นได้ เรามีบุคลากรมาก อย่าเพิ่งไปยอมเขาง่ายๆ
นายอดิศร กล่าวต่อ ถึงอย่างไรตำแหน่งประธานสภาฯ ก็ควรจะเป็นของพรรคเพื่อไทย ทั้งโดยศักยภาพ โดยทฤษฎี พรรคก้าวไกลต้องถอย เพื่อให้รัฐบาลผสมที่จะเกิดในอนาคต เดินทางไปสู่การแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ปัญหานี้แก้ไม่ได้ก็เหมือนหินอยู่ในรองเท้า
“ขอโทษนายภูมิธรรมที่ทะเลาะกัน แต่เป็นการทะเลาะเพื่อแลกเปลี่ยน เพื่อให้พรรคเพื่อไทยยิ่งใหญ่ พรรคไม่ใช่สาขาของก้าวไกล เราเหนื่อย ต่อสู้ทุกเขตกับพรรคก้าวไกลทั้งนั้น พร้อมขอว่าทำงานการเมืองอย่าอ่อน ต้องแข็ง พรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์มากว่า 22 ปี ต้องสรุปบทเรียน ประชุมกันบ่อยๆ แบบ ทูเวย์คอมมูนิเคชัน อย่าให้โอวาทอย่างเดียว” นายอดิศร กล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า “ถ้าเราร่วมมือกัน พรรคเพื่อไทยยิ่งใหญ่กว่าทุกพรรคในประเทศ”