"เมื่อตัวเองไม่ได้เป็นรัฐบาล การมีม็อบ หรือ ด้อมส้ม คอยป่วน ทั้งบนท้องถนน และในโซเชียลฯ จะทำให้รัฐบาลใหม่บริหารงานยาก และอาจอยู่ได้ไม่นาน การเลือกตั้งใหม่อาจจะมาเร็วขึ้น แต่อย่างช้าที่สุดย่อมไม่เกิน 4 ปี"
-หากรักษาโมเมนตัมการเมืองแบบนี้ไว้ได้ "พรรคก้าวไกล"มั่นใจว่าสมัยหน้าตนเองจะแลนด์สไลด์
-การเบียดก้าวไกลออกนอกเส้นทางการมีอำนาจ จะยิ่งทำให้แลนด์สไลด์มากขึ้น "พิธา"มั่นใจ ถึงขั้นโพสต์ให้ผู้มีอำนาจมีอายุยืนยาว จะได้เห็นกับตาตัวเอง
เงื่อนไขสำคัญของเกมนี้ คือ "การปลุกพลังมวลชน"
ฝ่ายความมั่นคงที่คิดแบบเก่า อาจมองว่า "ม็อบด้อมส้ม"ไม่น่ากลัว เพราะมีแต่วัยรุ่น กลัวแดดเผา กลัวฝน ทำม็อบยืดเยื้อไม่ได้ และม็อบยืดเยื้อใช้ทุนมหาศาล จึงเกิดยากหากทุนไม่หนาพอ
ที่สำคัญหาก "คนแดนไกล" ไม่เอาด้วย มวลชนเสื้อแดงไม่เอาด้วย เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล จะจัดม็อบแบบยืดเยื้อยากมาก
แต่ความคิดแบบที่ว่านี้คือความเข้าใจผิด เป็นความเชื่อแบบเก่า เพราะการสร้างม็อบ หรือปลุกมวลชนในปัจจุบันนั้นไม่ยาก และอาจใช้เงินน้อยมากๆ ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะมวลชนที่ถูกปลุกจนกลายเป็น "สาวก" ของเจ้าลัทธิไปแล้ว
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง ชี้ชวนให้ดูพัฒนาการของม็อบยุคโซเชียลฯ
-ปัจจัยการสื่อสารสมัยใหม่ สามารถทำให้เกิดการรวมตัวทั้งในโซเชียลฯ และท้องถนนได้ชั่วข้ามคืน
-สามารถเตรียมคนให้มีความพร้อมได้ตลอดเวลา (สะสมพลัง)
-การทำม็อบลักษณะนี้ เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ช่วงม็อบ 3 นิ้ว จึงสามารถได้ทำอีก
-ไม่จำเป็นต้องทำม็อบยืดเยื้อ และทำ "แฟลชม็อบ" สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย และดักทางยาก
-สร้างการชุมนุมที่ซับซ้อนมากขึ้น หลากหลายรูปแบบมากขึ้น ทั้งแฟลชม็อบ / ดาวกระจาย / เฟกนิวส์
ทั้งหมดนี้คือ "เกมถนัด" ของก้าวไกล ที่พยายามดึงให้ฝ่ายความมั่นคง และขั้วตรงข้ามที่ก้าวไกลเชื่อว่ามี เข้ามาสู้กันในเกมนี้
ขณะที่ "ผศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา" อดีตแกนนำมวลชนคนสำคัญตั้งแต่ยุคเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 ปัจจุบันเป็นคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์จุดเปลี่ยนก้าวไกลในกรณีวันโหวตนายกฯแล้วชื่อนั้นไม่ใช่ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ว่า การลงถนนมาแน่ แต่มาขนาดไหนต้องดูกัน เป็นไปได้สองทางและไม่ง่ายว่าลงถนนพวกเดียวจะเออออ เพราะจะมีคนคิดเป็นฝ่ายค้านก็ได้ สมัยหน้าค่อยสั่งสอนผ่านคูหาเลือกตั้งชนะแลนด์สไลด์ ซึ่ง มีคนที่คิดแบบนี้ที่รอได้
ผศ.ดร.สุริยะใส กล่าวว่า เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา "พรรคก้าวไกล"ไม่ได้พร้อมจะชนะขนาดนี้ เขารอได้สมัยหน้า มีกระบวนการคิดแบบนี้อยู่เหมือนกัน อีกอย่างถ้าคุณพาลงถนน เดินไปแล้วมันตันมีการปะทะเกิดสงครามกลางเมืองไม่มีใครชนะ แพ้ทั้งคู่"
"ความเป็นพรรคและเป็นม็อบแม้มาจากตาน้ำเดียวกัน แต่เวทีเล่นตอนหลังคนละเวที ทำไมก้าวไกลไม่เล่นเป็นฝ่ายค้านในสภา เมื่อตั้งรัฐบาลไม่ได้เป็นฝ่ายค้านไม่เป็นไร ฝ่ายค้านจำนวนมากด้วย นักการเมืองหลายคนมีคุณภาพเล่นเป็นฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลหากพบทุจริตก็พัง เลือกตั้งใหม่ แล้วไปชนะในสนามเลือกตั้งครั้งหน้าอาจสง่างามกว่าชนะบนท้องถนน" ผศ.ดร.สุริยะใส กล่าวทิ้งท้าย
วิธีทางเลือกแบบนี้ อาจเป็นความได้เปรียบของ"ก้าวไกล" ด้วยซ้ำเพราะเป็นการมองไกลกว่าที่คิด