เริ่มจากเกมถนัดของ"ก้าวไกล"ก่อน
-ประเมินแล้ว เกมกฎหมาย...พ่ายแน่ ทั้งเพราะ"พิธา"ทำตัวเอง ไม่ยอมโอนหุ้นออก ทั้งๆ ที่น่าจะรู้มาตั้งแต่สมัย"ธนาธร"โดนคดีหุ้น วีลัค-มีเดีย แล้ว และน่าจะแพ้ เพราะทีมกฎหมายไม่เก๋าพอ ขณะที่ฝ่ายผู้มีอำนาจยึดกุมกลไกเหล่านี้เอาไว้ทั้งหมด
-"ก้าวไกล"จึงพลิกมาเล่น "เกมมวลชน" ดิสเครดิตอีกฝ่าย และสร้างกระแสให้สังคมกดดัน
สังคมที่ว่านี้ ไม่ใช่ผู้คนทั้งหมดในสังคม แต่เป็น "สังคมคนเสียงดัง" ก็คือ "สังคมโซเชียลมีเดีย" ซึ่งปัจจุบันก็คล้ายๆ กับจะเป็นตัวแทนของสังคมใหญ่จริงๆ ไปแล้วนั่นเอง
-วิธีการของ"พรรคก้าวไกล" คือ
หนึ่ง สร้างดีมานด์ หรือความต้องการ หรือความคาดหวัง ว่าพรรคตัวเอง และ "พิธา" คือผู้นำแห่งความหวัง ผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลง
OO สร้างผ่านสื่อสังคมออนไลน์
OO สร้างผ่านการเดินสายพบองค์กรภาคเอกชนต่างๆ เน้นด้านเศรษฐกิจ เพราะปัญหาปากท้องได้รับความสนใจมากที่สุด และเอกชนเสียงดังกว่าภาครัฐ
OO สร้างผ่านการเดินสายขอบคุณแฟนคลับที่เลือกตัวเองเข้ามา เน้นจังหวัดที่ชนะแบบแลนด์สไลด์
สอง สร้างภาพให้เห็นว่ามีขบวนการขัดขวางก้าวไกลและ"พิธา"ไม่ให้เข้าสู่อำนาจ
วิธีการที่สองนี้ ในทางทฤษฎีความมั่นคง จะทำให้เพิ่มแรงโกรธแค้น และพลังในการสนับสนุนก้าวไกลขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะมีการอุ่นเครื่องสร้างความหวัง หรือสร้างดีมานด์มาก่อน จากนั้นจึงมาเปิดประเด็นเรื่องขบวนการขัดขวาง และตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้น
ขบวนการขัดขวาง ก็คือการโยงผู้มีอำนาจ มือที่มองไม่เห็น และพรรคการเมืองสายอนุรักษ์นิยมบางพรรค
โปรดสังเกต เรื่องผู้มีอำนาจ มือที่มองไม่เห็น จะไม่มีการพูดอย่างเป็นทางการผ่านพรรค เพราะผิดกฎหมาย แต่ไปปล่อยทางโซเชียลมีเดียจากทีมงานและเครือข่ายผู้สนับสนุน โดยเฉพาะข้อมูลเราเปิดแบบอ้อมๆ
"นิตินิยาย" ว่าด้วย "ทฤษฎีสมคบคิด"
-บริษัทไอทีวี มีใครถือหุ้นใหญ่
-บริษัทที่ถือหุ้นใหญ่ในไอทีวี มีบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่อีกที เป็นของ "เสี่ยไม่ซ้ายไม่ขวา"
-"เสี่ยไม่ซ้ายไม่ขวา" มีชื่อเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ "สองลุง"
-"เสี่ยไม่ซ้ายไม่ชวา" ยังมีชื่อใน "ดีลลับลังกาวี" ที่ว่ากันว่าเป็น "ดีลรักสลับขั้ว" อีกด้วย
-บริษัทของ "เสี่ยไม่ซ้ายไม่ขวา" มีบริษัทของครอบครัวแกนนำพรรคภูมิใจไทยถือหุ้นอยู่
-พรรคภูมิใจไทย คือพรรคที่ส่ง "นิกม์ แสงศิรินาวิน" สังกัด และลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง
-"นิกม์" ก็คือคนที่ขายหุ้นไอทีวีให้ "ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน" และ"ภาณุวัฒน์" ก็คือคนที่ไปตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานะของบริษัทไอทีวี ที่ปรากฏในเอกสารบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น ที่มีการกล่าวหาในตอนหลังว่า ไม่ตรงกับคลิปเสียง
OO จะเห็นได้ว่า ถ้อยแถลงของ"พรรคก้าวไกล" โดยเฉพาะจาก"ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล " เอ่ยอ้างถึงแค่"นิกม์" แต่ก็ตอบคำถามทิ้งปมไว้ว่า มีใหญ่กว่าที่เห็น และอ้างว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง ซึ่งก็คือการ "ทิ้งทุ่น" ให้เครือข่ายสร้าง "นิตินิยาย" ในโซเชียลมีเดีย เพื่อดิสเครดิตอีกฝ่ายหนึ่งนั่นเอง
สาม เมื่อ"ก้าวไกล"พลาดหวัง เท่ากับมวลชนและผู้สนับสนุนที่ปลุกเร้าอารมณ์และอุ่นเครื่องเอาไว้แล้ว จะรู้สึกโกรธเกรี้ยว เคียดแค้น ชิงชัง และออกมาเคลื่อนไหว ในลักษณะชุมนุมประท้วง แสดงจุดยืนกดดันต่างๆ สร้างความปั่นป่วน
โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือ "สงครามประชาชน" ซึ่งอาจไปไม่ถึงก็ได้ แต่แค่มีการชุมนุมประท้วง ก็สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายพอสมควรแล้ว และเป็นการสร้างอำนาจต่อรองกับฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทางพรรคก้าวไกลเชื่อว่ามีความพยายามสกัด"พิธา"ไม่ให้ขึ้นสู่อำนาจ
สี่ ตอกย้ำความชอบธรรมผ่าน 14 ล้านเสียงที่เลือกตัวเองมา โดยสื่อสารไปยังต่างประเทศให้ร่วมกดดันด้วย เรียกว่าใช้แผน "โลกล้อมไทย"