โดยตนมองว่าสมควรที่ถูกอินโดนีเซียปฏิเสธการเข้าร่วมการเชิญที่ดูมีเลศนัยนี้ จากรัฐบาลรักษาการของไทย ซึ่งตนเองมีโอกาสได้เข้าพบ Special Envoy (ผู้แทนพิเศษ) ของอินโดนีเซียต่ออาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ และมีโอกาสแลกเปลี่ยนทัศนะ ในฐานะผู้เคยทำงานในเมียนมาในช่วงวิกฤตดังกล่าว และเสนอแนวทางการแก้ไขที่น่าจะเป็นไปได้ จากการพูดคุยกับท่าน Special Envoy มีความเชื่อมั่นมากขึ้นกับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (5 Point Concensus)
เพราะท่านได้ให้คำยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการเดินทางเข้าเมียนมาให้ได้เพื่อเริ่มบทสนทนาโดยเร็ว โดยมีอาเซียนเป็นตัวจักรหลักในการแก้ไขปัญหา และผมได้รบกวนให้ท่านพิจารณาเรื่องรากเหง้าแห่งปัญหาด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงเป็นประเด็นสำคัญหนึ่งในการพูดคุยด้วย"
นายกัณวีร์ กล่าวอีกว่า โดยข้อเสนอของตนเอง เรื่องนำประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาเป็นกลุ่มสนทนาหลักอีกกลุ่มหนึ่งต่อการกดดันเมียนมานั้น ได้รับการตอบรับว่าอาเซียนก็ได้เริ่มต้นด้านนี้แล้ว และหากมีโอกาสจะได้มาแชร์ข้อมูลกันมากขึ้น ข้อเสนอสุดท้ายของตนในเรื่อง cross-border interventions ต่อผู้ผลัดถิ่นภายในประเทศเมียนมาหลักเกือบสามแสนคนที่อยู่ใกล้บริเวณชายแดนไทย
โดยผ่านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านชายแดนไทย นั้น ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และท่าน Special Envoy ได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นนี้มาก ตนได้เรียนไปว่า UN ไม่สามารถทำได้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากติดขัดด้านกระบวนการที่ต้องขอการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ดังนั้น การใช้ประเทศไทยที่มีชายแดนติดกันถึง 2,401 กม. จะช่วยเหลือสถานการณ์ฉุกเฉินต่อผู้ต้องการได้รับความช่วยเหลือในสถานการณ์มนุษยธรรมได้อย่างดี
นายกัณวีร์ ย้ำว่า อาเซียนต้องรับบทบาทหลักในการจัดการกับปัญหาในเมียนมาอย่างแน่นอน แต่ไทยต้องชิงสถานการณ์ที่เราจะมีรัฐบาลของประชาชนที่เป็นประชาธิปไตยนำในการเป็นผู้นำต่อการบริหารจัดการสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนในเมียนมาโดยเร็ว โดยใช้ภูมิรัฐศาสตร์ที่เรามี และไทยจะสามารถชิงการเป็นผู้นำในเวทีโลกได้อย่างสง่างามต่อไป
"ทำไมรัฐบาลรักษาการ จึงอยากจะมามีบทบาทในช่วงนี้เพื่อ ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาไม่เคยแสดงบทบาทผู้นำที่ไทย ต้องทำคือการเปิด ประตูมนุษยธรรม Humanitarian Corridor ต่อสถานการณ์ความรุนแรงในเมียนมา ให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับผู้หนีภัยการสู้รบชายแดนเมียนมา-ไทย ที่ยังคงถูกประหัตประหารจากรัฐบาลเมียนมา ซึ่งล่าสุดอพยพมายังไทยและได้รับการช่วยเหลือกว่า 3,000 คน และสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มจะยุติลง เหมาะสมแล้วหรือไม่ที่รัฐบาลรักษาการจะทำแบบนี้" เลขาธิการพรรคเป็นธรรม กล่าวทิ้งทาย