2.ผู้ที่เข้าประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
-เป็นการประชุมอิเล็กทรอนิกส์
-ผู้ที่จะเข้าประชุมต้องมีพาสเวิร์ด หรือรหัสในการเข้าประชุม
-การถามคำถาม มีพิมพ์ถามด้วย ไม่ใช่แค่ถามด้วยวาจา ฉะนั้น จึงอาจมีความคลาดเคลื่อนเรื่องบันทึกการประชุมหรือไม่
3.บริษัทไอทีวี อัดเทป หรือคลิปเสียง เพื่อบันทึกการประชุมเอาไว้หรือไม่ และยังคงเก็บรักษาไว้หรือไม่
-เรื่องนี้ไม่มีคำตอบจากไอทีวี แต่ "เนชั่นทีวี" สอบถามเทียบเคียงกับบริษัทมหาชนอื่นๆ พบว่า
- หากเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ จะมีการบันทึกเสียง อัดคลิป ทั้งเพื่อใช้ในการถอดเทปจัดทำบันทึกการประชุม และเก็บรักษาไว้เพื่อให้ผู้ถือหุ้น และ ก.ล.ต. ตรวจสอบ กรณีเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง
- ปัจจุบันไอทีวี ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว จึงไม่แน่ว่าจะมีการเก็บคลิปบันทึกเสียงไว้หรือไม่ เนื่องจากไม่มีกฎข้อบังคับนี้สำหรับบริษัททั่วไป (นอกตลาด)
- ขั้นตอนปกติในการจัดทำบันทึกการประชุม ทั้งบริษัทเอกชน และส่วนราชการ จะมีการบันทึกเทป หรือคลิปเสียงเอาไว้ เพื่อถอดเทป จัดทำรายงานการประชุม เมื่อจัดทำเสร็จ ก็จะส่งให้กรรมการผู้มีอำนาจ ตรวจสอบและลงนาม เมื่อลงนามเสร็จ ไม่มีใครโต้แย้ง ก็จะลบคลิป หรือทำลายคลิปเสียง ฉะนั้นการเก็บคลิปเสียงเอาไว้ จึงมีเฉพาะบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์
ส่วนไอทีวี เคยเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ แม้ปัจจุบันจะไม่ได้อยู่ในตลาดแล้ว แต่ก็ถือหุ้นใหญ่ โดยบริษัทมหาชนในตลาด จึงอาจมีการเก็บรักษาคลิปเสียงเอาไว้ก็ได้ ผู้ที่จะตอบได้มีเพียงไอทีวี
4.มีข่าวว่าไอทีวีอาจลบคลิปเสียงบันทึกการประชุมไปแล้ว เพราะมีการรับรองบันทึกการประชุมเรียบร้อย และส่งรายงานไปยังส่วนราชการที่รับผิดชอบแล้ว
คำถาม คือ เป็นไปได้หรือไม่ที่ฝ่ายพรรคก้าวไกลรู้ดีว่า อีกฝ่ายไม่มีคลิปเสียง จึงท้าให้เปิดคลิปเสียงพิสูจน์ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ขณะนี้หลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลและ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ค่อนข้างเชื่อว่า เอกสารรายงานการประชุมเป็นเท็จ และเชื่อคลิปเสียงมากกว่า
ทั้งนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลักการในทางคดี การพิจารณาคดีบนศาล หรือแม้แต่การตรวจสอบรายงานการประชุม จะให้น้ำหนักเอกสารมากกว่า เพราะมีผู้รับรอง รับผิดชอบชัดเจน ส่วนคลิปสามารถตัดต่อได้ และพิสูจน์ยาก
แต่เรื่องนี้ก็จะเป็นจุดอ่อนในการทำให้คนทั่วไปเชื่อ เพราะความรู้สึกของคนทั่วไป ย่อมเชื่อคลิปเสียง คลิปวีดีโอมากกว่าเอกสาร เพราะมีทั้งภาพทั้งเสียง แต่ในทางกฎหมาย ไม่ให้น้ำหนักกับคลิปเสียง
เพราะหากย้อนกลับไปกรณี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" สมัยเป็นนายกฯ และเผชิญม็อบเสื้อแดง มีการเผยแพร่คลิปตัดต่อที่ทำให้เชื่อว่า "อภิสิทธิ์" สั่งเจ้าหน้าที่ติดอาวุธไปสลายการชุมนุม ต่อมามีการนำคลิปไปตรวจสอบ พบว่ามีการตัดต่อ แต่คนจำนวนมากก็ยังเชื่อว่าอภิสิทธิ์พูดแบบนั้นจริงๆ แม้ต่อมาจะมีการแจ้งความหมิ่นประมาท คนที่หมิ่นติดคุกไปก็มี แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยก็ยังเชื่อแบบเดิม ว่าอภิสิทธิ์พูดจริง
นี่คือความน่ากลัวของคลิป หรือ "เกมคลิปเสียง" ที่เป็น "นิตินิยาย" ประเภทหนึ่ง
5.หากเรื่องนี้เป็นทฤษฎีสมคบคิดจริง มีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำให้เรื่องราวซับซ้อน มี "นิกม์ แสงศิรินาวิน" และ "ภาณุวัฒน์ ขวัญยืน" มาร่วมวง ทำทีเป็นเข้าประชุม เพื่อตั้งคำถาม เอาไปเป็นบันทึกการประชุม เพราะหากเป็นทฤษฎีสมคบคิด ผู้บริหารไอทีวีก็สามารถแถลงแผนธุรกิจ ว่าจะกลับมาทำสื่อได้เลย โดยไม่ต้องให้ใครถาม เนื่องจากมั่นใจว่าจะชนะคดีในศาลปกครองสูงสุดอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ก็มีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า หากรายงานการประชุมที่เป็นเอกสาร ไม่ตรงกับความจริง เหตุใดจึงเพิ่งมาเปิดคลิปตอบโต้กันในช่วงนี้ ทั้งๆ ที่ประเด็นบันทึกการประชุม ถูกเปิดมาหลายสัปดาห์ ตั้งแต่หลังเลือกตั้งใหม่ๆ แล้ว
6.สุดท้ายแล้ว คลิปเสียงที่เผยแพร่ออกมา ในทางกฎหมายคือการยอมรับว่า ไอทีวียังประกอบกิจการอยู่ และมีเจตจำนงในการฟื้นการทำสื่อ เป็นหนึ่งในหลายๆ ทางเลือกที่จะดำเนินการต่อไปหลังชนะคดี หมดข้อพิพาทกับ สปน. ใช่หรือไม่
หรือว่า "นิตินิยาย" เรื่องนี้ ถูกเขียนขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายให้ "พิธา" รอดคดี เพราะรู้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรก็ไม่รอด แต่กระพือขึ้นเพื่อปลุกมวลชนล่วงหน้า เตรียมเปิดสงครามใหม่หลังจากพ่ายแพ้ใน "นิติสงคราม"
ส่วนสงครามใหม่ คือ สงครามประชาชน พาคนลงถนน จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามตอนต่อไป