ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 ยังบัญญัติว่า "การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ"
ฉะนั้นหาก"พิธา"ได้ทำหนังสือสละมรดกมอบให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนยื่นใบสมัครเป็น ส.ส. "พิธา"ก็ไม่มีความผิด
แต่หากเป็นการทำหนังสือสละมรดกยื่นกับพนักงาน เจ้าหน้าที่ ภายหลังวันยื่นใบสมัคร ส.ส. ก็จะไม่มีผลเรื่องลักษณะต้องห้ามการลงสมัคร ส.ส. เพราะขณะยื่นใบสมัคร ส.ส. ยังเป็นเจ้าของหุ้นไอทีวีอยู่ ความผิดสำเร็จขณะยื่นใบสมัคร เปรียบเทียบกับกรณีลักทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาสำเร็จแล้วตั้งแต่ลักทรัพย์ แม้ภายหลังจะนำทรัพย์ที่ลักไปคืนเจ้าของก็ตาม ความผิดทางอาญายังคงอยู่
OO ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การสละมรดก ต้องสละทั้งหมด และต้องสละก่อนการแบ่งมรดก
**แต่มีข้อมูลจากผู้ที่ตรวจสอบเรื่องนี้ว่า ทรัพย์มรดกบางรายการได้ถูกแบ่งไปแล้ว โดยเฉพาะที่ดิน จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงเหลือแต่"หุ้นไอทีวี"ที่ไม่ได้มีการแบ่ง และการสละมรดก น่าจะไม่มีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะต้องสละก่อนแบ่งมรดกทั้งหมด จึงจะมีผล
2."พิธา"ถือหุ้นไอทีวีในสัดส่วนเพียงน้อยนิด จึงไม่สามารถครอบงำกิจการได้ พูดง่ายๆ ไม่สามารถสั่งให้สื่อนั้นออกข่าวเชียร์"พิธา"ได้ ซึ่งน่าจะเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมาย
2.1 ฝ่าย"พิธา" และผู้สนับสนุน"พิธา" เชื่อว่า เมื่อถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อยมากๆ ย่อมไม่ส่งผลต่อการครอบงำกิจการ ตามที่ศาลฎีกาได้พิพากษาเอาไว้ในคดี "ชาญชัย อิสระเสนารักษ์" อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ที่ศาลฎีกาคืนสิทธิการสมัครให้
2.2 แต่ความเห็นจาก "กูรูกฎหมายเลือกตั้ง" ที่เราไปตรวจสอบมา ได้ข้อมูลแบบนี้
OO รัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 47 บัญญัติห้ามมิให้นักการเมืองถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ เกินกว่าร้อยละ 5
OO รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 56 บัญญัติไว้ในลักษณะเดียวกันว่า โครงสร้างโครงข่ายที่เป็นของรัฐ จะให้เอกชนเข้ามาถือหุ้น จนทำให้รัฐถือหุ้นน้อยกว่าร้อยละ 51 มิได้
นั่นแสดงว่าถ้ากำหนดการถือหุ้นของนักการเมืองเป็นจำนวนร้อยละเท่าใดแล้ว หากได้ถือหุ้นไม่เกินจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็สามารถกระทำได้
แต่กรณีรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 (3) บัญญัติกำหนดห้ามบุคคลใดใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หากบุคคลนั้นเป็นเจ้าของหรือถือหุ้น ในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ
นั่นหมายความว่า ในขณะยื่นใบสมัครเป็น ส.ส. ผู้ยื่นใบสมัครจะต้องมิได้เป็นเจ้าของหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ แม้แต่หุ้นเดียว เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหากยินยอมให้ถือหุ้นแม้เพียงเท่าใด ก็จะต้องกำหนดปริมาณจำนวนเปอร์เซ็นต์ของหุ้นที่ยินยอมให้ถือ ดังนั้นแม้ถือเพียงผู้เดียวก็ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ ไม่มีสิทธิ์สมัคร ส.ส.
**เป็นการกระทำความผิดสำเร็จตั้งแต่ยื่นใบสมัครแล้ว แม้ภายหลังจะโอนหุ้นไปให้บุคคลอื่น ก็ไม่ได้ทำให้มีผลเปลี่ยนแปลง
3."ไอทีวี"ไม่ได้มีสถานะเป็นสื่อ ตั้งแต่ถูก สปน. (สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) บอกเลิกสัญญาสัมปทาน
3.1 "พิธา"และผู้สนับสนุนเชื่อว่า "ไอทีวี" ไม่ได้มีสภาพเป็นสื่อแล้ว ทุกวันนี้ถามว่าดูโทรทัศน์ไอทีวีได้หรือไม่ ต้องเปิดช่องไหน เพราะจริงๆ มันไม่มี ฉะนั้นคุณพิธาจึงไม่ได้ถือหุ้นสื่อ
3.2 ประเด็นนี้เราไปคุยกับ "กูรูกฎหมายเรื่องหุ้นสัมปทาน" ได้ความมาอีกแบบหนึ่ง
OO เมื่อ สปน.บอกเลิกสัญญากับไอทีวี ,ไอทีวีจึงยื่นข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาด ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ สปน.ให้ไอทีวีใช้ช่องทีวีออกข่าวในช่วงเวลาที่กำหนด และให้ สปน.ชำระเงินคืนแก่ไอทีวีหลายรายการ รวมเป็นเงินหลักพันล้านบาท สปน.จึงยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ
ต่อมาศาลปกครองกลาง วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และมีคำพิพากษายกคำร้อง
ดังนั้นสถานะทางกฎหมายในปัจจุบัน ไอทีวีจึงเป็นผู้ชนะคดี มีอำนาจออกข่าวทางช่องทีวีได้ทุกวันตามเวลาที่กำหนด เนื่องจากคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีปกครองมีผลทันทีจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ดังนั้น แม้ สปน.ยังยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด "ไอทีวี"ก็ยังมีสิทธิประกอบกิจการสื่อได้ จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
(เป็นการมองในแง่ของกฎหมาย ไม่ได้มองในแง่ของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงว่าไอทีวีมีคลื่นความถี่ออกอากาศหรือไม่ แต่ไอทีวีถือว่าชนะคดี และผลตามกฎหมายเป็นอย่างที่บอก)
OO อีกด้านหนึ่ง "เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" ผู้ที่ยื่นเรื่องต่อ "กกต."ให้ตรวจสอบการถือหุ้นไอทีวีของ"พิธา" ให้สัมภาษณ์ "ข่าวข้นคนข่าว" เอาไว้
-สถานะความเป็นสื่อ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่จดแจ้งก่อตั้งบริษัท ถ้ายังคงวัตถุประสงค์เดิมไว้อยู่ ยังไม่ได้ยกเลิกวัตถุประสงค์นั้น ก็ยังถือว่าเป็นกิจการสื่อ
-คำว่า "สื่อ" ไม่ได้หมายความว่าต้องรับสัมปทาน หรือสัญญาร่วมการงานกับรัฐเสมอไป
-ประกอบกิจการอื่นก็เป็น "สื่อ" ได้ เช่น ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือรับจ้างพิมพ์สิ่งพิมพ์ต่างๆ
4.รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นไอทีวีประจำปี 2561 กรรมการบริษัทชี้แจงผู้ถือหุ้นตอนหนึ่งว่า
-ช่วงปี 2559 ได้รับข้อเสนอจากบริษัทหนึ่งซึ่งประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล ให้ไอทีวีเข้าไปร่วมลงทุน
-ปี 2560 ศึกษาความเป็นไปได้ของแนวทางการลงทุน มี 3 แนวทาง โดยแนวทางที่ 3 คือ มองหาบริษัทเป้าหมายที่เป็นผู้ประกอบกิจการในกลุ่มธุรกิจ Telecom Media และ Technology ซึ่งเปิดดำเนินกิจการอยู่แล้ว
-มีการตั้ง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำก้ด เป็นที่ปรึกษาการลงทุน สรรหาบริษัทเป้าหมายได้ 3 บริษัท แต่เจรจาไม่ลงตัว ติดปัญหาที่ไอทีวียังมีคดีความกับ สปน.
ทั้งหมดสะท้อนว่า"ไอทีวี"ยังมีเจตนาทำสื่อ แม้จะยังไม่ได้ทำจริง และยังย้ำกับที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า หากคดีความของบริษัทสิ้นสุดลง ซึ่งเชื่อว่าศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินคดีพิพาทกับ สปน. ภายในเดือน มิ.ย.66 นี้ บริษัทก็จะกลับมาได้รับความสนใจจากบริษัทเป้าหมายในการเข้าร่วมลงทุนได้ต่อไป
ฉะนั้นหากพิจารณาในแง่กฎหมาย เทียบเคียงกับคดีอื่นๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาเคยวินิจฉัยอย่างน้อย 4 คดี การอ้างว่ากิจการสื่อไม่ได้ประกอบกิจการ หรือไม่ได้ตีพิมพ์ แต่ไม่ได้จดแจ้งเลิกกิจการอย่างเป็นทางการ ผู้ถือหุ้นเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามลงสมัคร ส.ส.ทุกคดี
นี่คือเกม “นิติสงคราม” ที่"พิธา"ส่อเค้าพ่ายแพ้อย่างราบคาบ