อย่างไรก็ตาม ตรงนี้มีความสำคัญกับคะแนนของพรรคในส่วนของส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เนื่องจากต้องนำคะแนนของทุกหน่วยเลือกตั้งมาคำนวณเพื่อหาจำนวน ส.ส.ทศนิยมอาจวิ่งไป วิ่งมาได้ทุกพรรค แต่ไม่ได้สั่งให้นับคะแนนใหม่ทั้งหมด
โดยจะนับคะแนนใหม่เพียงบางหน่วยเท่านั้น ดังนั้น เท่ากับว่าขณะนี้จะมี 2 เงื่อนไข คือ 1. การนับคะแนนเขย่งของบัญชีรายชื่อ และ 2.การพิจารณาประกาศรับรองส.ส.แบบแบ่งเขต ซึ่งจะประกาศครั้งแรกได้ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ครบจำนวน เพราะว่ามีผู้ชนะการเลือกตั้งหรือว่าที่ส.ส.ถูกร้องเรียนอยู่ประมาณ 20-30 คน
"ส่วนคำร้องเรียนแบบบัญชีรายชื่อก็มีผล ถ้าในเขตเลือกตั้งนั้นผู้สมัครซื้อเสียงให้กับผู้สมัครบัญชีรายชื่อด้วย เท่ากับว่าคะแนนเขตของพรรคนั้นจะเสียไป จะมีผลเพราะคะแนนบัญชีรายชื่อมันสัมพันธ์กันทั้งประเทศ "แหล่งข่าว ระบุ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดจาก แหล่งข่าวใน กกต. เกี่ยวกับตัวเลขการ "สอยว่าที่ ส.ส." ไม่ตรงกับคำสัมภาษณ์ของ"นายอิทธิพร บุญประคอง" ประธาน กกต.นัก แต่สอดคล้องกับข้อมูลที่ "เนชั่นทีวี" ตรวจสอบมาได้
นั่นก็คือแนวโน้มการสอยผู้สมัคร ส.ส. โดยเฉพาะ "ผู้ชนะ"ในแต่ละเขตเลือกตั้ง ซึ่งก็คือ "ว่าที่ ส.ส." จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ตามการยอมรับของประธาน กกต.ที่ว่ามีเรื่องร้องเรียนกว่า 200 เรื่อง และมีคำร้องที่เกี่ยวข้องกับผู้ชนะในเขตเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 20 เขต
ข้อมูลที่หลุดรอดมาถึง "เนชั่นทีวี" ก็คือ เขตเลือกตั้งที่จะถูกสอยมีถึง 37 เขต ซึ่งน่าจะต้องจัดเลือกตั้งใหม่ หากตัวเลขเป็นแบบนี้ อาจส่งผลต่อจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคได้รับมากพอสมควร รวมถึงน่าจะกระทบกับ "ดีลตั้งรัฐบาล" ที่มีการจับขั้วกันอยู่ในขณะนี้ 8 พรรคการเมืองด้วย
นอกจากนั้นยังมีกระแสข่าวเกี่ยวกับว่าที่ ส.ส.บางพรรค ถูกตรวจสอบพบว่าไม่ได้ไปเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าที่จะสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควรไปยัง กกต. ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นและเลือกตั้งซ่อมระดับท้องถิ่น ทำให้เสียสิทธิ์ ไม่อาจลงสมัครรับเลือกตั้งได้
"ตัวเลขว่าที่ ส.ส.กลุ่มนี้มีราวๆ 3 คน ข่าวว่ามาจากพรรคเดียว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่แน่ชัดจากทาง กกต." แหล่งข่าวระบุ