“จาตุรนต์” วอน ส.ว. เห็นแก่บ้านเมือง อย่าฝืนมติประชาชน
17 พ.ค. 2566 | [email protected]

“จาตุรนต์ ฉายแสง” คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย ขอให้ ส.ว. เห็นแก่บ้านเมือง โหวตให้ “พิธา” เป็นนายกฯ ตามมติมหาชน
การเมือง
17 พ.ค. 2566 | [email protected]

“จาตุรนต์ ฉายแสง” คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย ขอให้ ส.ว. เห็นแก่บ้านเมือง โหวตให้ “พิธา” เป็นนายกฯ ตามมติมหาชน
“จาตุรนต์ ฉายแสง” คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ "พรรคเพื่อไทย" โพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียล ขอให้ ส.ว. เห็นแก่บ้านเมือง อย่าฝืนมติประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้
ถึงเวลาพรรคการเมืองนักการเมืองจะช่วยกันหาทางออกให้ประเทศแล้ว เมื่อพรรคการเมืองรวมเสียงได้เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ปกติก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องให้พรรคการเมืองอื่นๆ ลงมติสนับสนุนพรรคที่้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยิ่งการเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลลงมติสนับสนุนการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ก็ยิ่งเป็นเรื่องแปลก
แต่ที่ต้องเรียกร้องกันอยู่ก็เพราะเราอยู่ในระบบที่ไม่ปกติ คือ ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่ให้ ส.ว. ร่วมลงมติเลือกนายกฯ ได้ด้วย
หลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ส.ว. 250 พร้อมใจกันเลือก “พลเอกประยุทธ์” เป็นนายกฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะรัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาให้มี ส.ว. ไว้ช่วยในการสืบทอดอำนาจของ “พลเอกประยุทธ์” โดยเฉพาะ
มาคราวนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก “พลเอกประยุทธ์” มาเดินหาเสียงเหมือนนักการเมืองคนอื่นอย่างเต็มตัว และผลการเลือกตั้งออกมาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ “พลเอกประยุทธ์” เป็นนายกฯ อีกแล้ว อีกทั้งคะแนนของ “พรรคร่วมรัฐบาล” ก็น้อยกว่า “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” อย่างมาก ส.ว. ทั้งหลายจึงไม่มีเหตุผลความจำเป็นใดๆ ที่จะสนับสนุน “พลเอกประยุทธ์” อีกต่อไป
แต่ดูเหมือน ส.ว. ส่วนใหญ่จะเลือกใช้วิธีการงดออกเสียงในการเลือกนายกฯ ซึ่งจะทำให้การเลือกนายกฯ เกิดผลสำเร็จได้ยากเนื่องจากต้องการเสียง สส.มากถึง 376 คนขึ้นไป
ดังนั้น หากจะให้เกิดรัฐบาลใหม่ขึ้นได้ จึงต้องอาศัยเสียงจาก ส.ส. มากกว่า 309 เสียงซึ่งหมายถึงต้องอาศัยเสียง ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมด้วย และหากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมไม่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่ “พรรคก้าวไกล” เป็นแกนอยู่ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสถานการณ์เป็น 2 แบบคือ
1. พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ย้อนกลับไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่อาศัยเสียง ส.ว. 250 คนให้การสนับสนุน ซึ่งจะเป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ขัดต่อเจตจำนงของประชาชน และไม่มีเสถียรภาพอย่างยิ่ง บริหารประเทศไม่ได้ และจะมีอายุสั้นมาก
2. ไม่มีใครจัดตั้งรัฐบาลได้ และรัฐบาลรักษาการก็ทำหน้าที่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่า ส.ว.จะหมดอำนาจในการเลือกนายกฯ รัฐบาลที่ไม่มีใครเชื่อถือที่จะดันทุรังกันต่อไป จะไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ และยังจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเลวร้ายลงไปอีก
สถานการณ์ทั้งสองแบบนี้จะทำให้ประเทศไทยจมดิ่งลงไปในวิกฤตที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น เกิดความเสียหายต่อทุกฝ่ายทุกคนในประเทศนี้
มีการพูดอยู่เสมอว่า ถ้านักการเมือง พรรคการเมือง พร้อมใจกันไม่ร่วมมือกับเผด็จการ บ้านเมืองคงดีกว่านี้ แต่นักการเมืองและพรรคการเมืองของไทยเรา ก็ไม่เคยรวมกันติด
มาคราวนี้ผู้ที่ทำรัฐประหารมา ก็เสื่อมถอยลงไปมาก ถูกประชาชนตัดสินไปแล้วว่า ประชาชนไทยไม่ต้องการให้พวกเขาอยู่ในอำนาจต่อไป เพียงแต่กฎกติกาที่พวกเขาสร้างไว้ยังเป็นอุปสรรคในการที่จะตั้งรัฐบาลให้เป็นไปตามฉันทามติของประชาชน
ในสถานการณ์เช่นนี้ เพื่อจะหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจาการตั้งรัฐบาลไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่นักการเมืองทั้งหลายจะช่วยกันหาทางออกให้แก่บ้านเมืองด้วยการสนับสนุนพรรคการเมืองที่รวบรวมเสียงได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ต่อไป
เห็นแก่บ้านเมือง เห็นแก่ประชาชนเถอะครับ ตั้งรัฐบาลแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่กันต่อไป ถึงเวลาต้องแข่งขันกันอีก ก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ให้ระบบที่เผด็จการวางไว้มาตัดสินและทำให้บ้านเมืองเสียหายย่อยยับอย่างที่ผ่านมา