เมื่อถามว่า ท่าทีของพรรคก้าวไกลตอนนี้เหมือนกับการขู่ ส.ว.จะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือมีการลุกฮือตามมา นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้คิดว่าท่าทีของพรรคก้าวไกลเป็นไปในทางข่มขู่ และเรายินดีพูดคุยเปิดวงสนทนาในสิ่งที่ ส.ว.กังวล และเวลาที่ตนเองพูดว่า ส.ว.โหวตเลือกนายกฯที่ไม่ใช่เสียงข้างมาก แล้วจะเกิดทางตันนั้น ไม่ใช่การข่มขู่แต่เป็นการพูดข้อเท็จจริง
“มีคนเคยบอกว่า ที่เคยให้การสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ในปี 62 เพราะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ ส.ว.บางคนออกมาพูดด้วยซ้ำว่า ไม่มีทางที่จะมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ เพราะฉะนั้นเป็นแนวคิดที่อยากจะนำกลับมาอธิบาย และอย่านำตรรกะนี้มาใช้กับประชาชน
เมื่อถามว่า ส.ว.บางคนเลือกจะปิดสวิซต์ตัวเองเหมือนกัน แต่ก็เลือกจะไม่โหวตนายพิธาเป็นนายกฯ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องการปิดสวิตซ์ ส.ว.คือ ส.ว.ไม่ควรมาจากการแต่งตั้ง รวมถึงแทรกแซงกระบวนการเลือกนายกฯและจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการเลือกนายกฯควรจะมาจาก ส.ส. ดังนั้นการใช้คำว่า ปิดสวิซต์ ส.ว.ต้องมองออกเป็น 2 ส่วน คือการทำให้ ส.ว.ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกฯเลย แต่ในเมื่อเสนอแก้ไขกฎหมายไปเท่าไรก็ไม่เคยผ่าน ทำให้ปิดสวิซต์ ส.ว.ในความหมายของวันนี้ที่ยังมี มาตรา 272 อยู่ คือการที่ ส.ว.โหวตให้นายกฯ และรัฐบาลที่ครองเสียงข้างมาก
“การงดออกเสียงไม่เท่ากับการปิดสวิซต์ ส.ว. เพราะรัฐธรรมนูญไปกำหนดว่า ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาที่ลงมติ มันเป็นการขัดขวางทำให้นายกฯที่มาจากเสียงข้างมาก มีอุปสรรคได้”
เมื่อถามว่า กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ "นายพิธา" ทั้งเรื่องการถือหุ้นสื่อ การเสนอแก้ไข ม.112 เหมือนเป็นการพุ่งเป้าไปที่พรรคก้าวไกลจะมีผลต่อการจัดรัฐบาลหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรายินดีเข้าไปพูดคุยอยู่แล้ว ทั้งในกรรมการที่ตั้งขึ้นมาและในที่ประชุมใหญ่ ซึ่งตนเองเข้าใจว่า มีข้อเท็จจริงบางส่วน ที่ ส.ว.เข้าใจคาดเคลื่อน เพราะฉะนั้น ประเด็นทั้งคุณสมบัติของนายกฯ และนโยบายพรรค เราเชื่อว่าหาก ส.ว.ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ก็จะเข้าใจ แต่ยอมรับว่า ยังมี ส.ว.บางคนที่กังวลใจ แต่ตนก็มั่นใจว่าจะเข้าใจ และไม่ได้หวังให้มานิยมชมชอบพรรคก้าวไกล แต่ก็อยากให้ส.ว.เคารพเสียงของประชาชน