svasdssvasds
เนชั่นทีวี

การเมือง

"เศรษฐา" ชี้เลอะเทอะ ดับกระแสข่าว "เพื่อไทย" ยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

18 เม.ย. 2566

"เศรษฐา" ดับกระแสข่าว "เพื่อไทย" ยกเลิกบัตรสวัสดิการฯ ชี้เลอะเทอะ ยืนยันความเห็นคนในพรรคไม่ได้แตกคอกัน มองโพลชี้ "เพื่อไทย" ที่หนึ่งแต่คะแนนลด เหตุตนเองยังไม่ได้ลงพื้นที่ภาคอีสาน

18 เมษายน 2566 ที่สาเกตฮอล์ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานคณะที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เผยถึงกรณีมีรายงานข่าวระบุพรรคเพื่อไทยในทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายของพรรคยังเห็นต่างในการชี้แจงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ตนนั่งประชุมอยู่ทั้งสองทีม ยืนยันว่าไม่มีความเห็นต่างและเห็นตรงกันเรียบร้อย

 

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่าจะมีการยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายเศรษฐา ระบุว่า เป็นเรื่องเลอะเทอะ ไม่จริง ยืนยันอีกครั้งไม่ยกเลิกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมทั้งคณะทำงานเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายไม่มีการแตกคอ ทุกอย่างเหมือนเดิม ส่วนการจัดเก็บงบประมาณยืนยันมีความเพียงพอ

เมื่อถามว่า กกต.ระบุ พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ส่งรายละเอียดการชี้แจงไป นายเศรษฐา กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะส่งคำชี้แจงไปยัง กกต.วันเดียวกันนี้ (18 เม.ย.) ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่มีปัญหา พรรคจะชี้แจงทุกอย่างทุกขั้นตอนตามข้อสงสัยของ กกต.

เมื่อถามว่า มีผลโพลระบุว่าแม้พรรคเพื่อไทยจะอยู่อันดับ 1 แต่คะแนนนิยมลดลง ส่วนพรรคก้าวไกลอันดับ 2 คะแนนนิยมกลับเพิ่มขึ้น นายเศรษฐา กล่าวว่า ยังไม่ได้ดูตรงนี้ แต่ได้เอาทุกอย่างมาวิเคราะห์เขตไหนที่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนลดลงไป อาจจะเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ลงพื้นที่ก็ได้ อย่างพรรคเพื่อไทยฐานเสียงใหญ่อยู่ที่ภาคอีสาน วันนี้วันแรกที่ตนมาภาคอีสาน ถ้าให้ตนลงพื้นที่เยอะขึ้นพร้อมพบปะพี่น้องประชาชนก็น่าจะเข้าใจนโยบายดี ๆ ของพรรคเพื่อไทยได้ แต่การทำโพลแต่ที่ก็แตกต่างกัน แต่ฐานเสียงพรรคเพื่อไทยอาจอยู่ที่ออฟไลน์ก็ได้ ซึ่งตนรับฟังและจะเอาไปวิเคราะห์ให้ดี

เมื่อถามว่ายุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยจะยืนหนึ่งในโพลได้หรือไม่ นายเศรษฐา ระบุว่า มั่นใจ พรรคเพื่อไทยก็มีโพลสำรวจความเห็น เพราะเราต้องการทราบข้อมูลที่แท้จริง เพื่อทำให้เดินทางไปข้างหน้าแก้ไขปัญหาและวางยุทธศาสตร์โค้งสุดท้าย เป็นธรรมดาที่จะมีการปรับกลยุทธ์ตลอดอยู่แล้ว ส่วนช่วงเกือบ 30 วันที่เหลือจะมีนโยบายอะไรเซอร์ไพรส์อีกหรือไม่นั้น ต้องคอยดูกันต่อไป