แต่เมื่อได้ร่วมงานกับ รังนิก จริง ๆ แล้ว ก็พบว่ามีเรื่องมากมายที่ตนต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะความละเอียดในการทำงานสไตล์ รังนิก ที่วางรากฐานให้วงการฟุตบอลเยอรมนี และสโมสรในเครือของ เร้ดบูลล์
ปีนั้น รังนิก และ มาร์ช นำไลป์ซิก จบฤดูกาลในอันดับ 3 พร้อมสิทธิ์ไปเล่นใน ยูเอฟา แชมเปียนส์ลีก และแพ้ต่อ บาเยิร์น มิวนิค อย่างน่าเสียดายในนัดชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล
และมากพอจะเป็นเครดิตให้ผู้บริหารของกลุ่มเร้ดบูลล์ มอบโอกาสให้เขาได้เป็นเฮดโค้ชเต็มตัว ที่ ซัลซ์บวร์ก ในปี 2019 และนำต้นสังกัดคว้าดับเบิลแชมป์ลีกออสเตรีย รวมถึงการได้เป็นโค้ชชาวอเมริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ที่นำทีมลงเล่นในแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลถัดมา
ความล้มเหลวที่ ไลป์ซิก
นับจากการสร้างชื่อที่ นิวยอร์ค มาร์ช ใช้เวลาถึงเจ็ดปี เรียนรู้ระบบของ เร้ดบูลล์ จนได้รับงานที่ใหญ่ที่สุดในเครือสโมสร นั่นคือการเป็นเฮดโค้ชของ แอร์เบ ไลป์ซิก ในบุนเดสลีกา
แต่เจ้าตัวกลับมีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเองไม่ถึงครึ่งฤดูกาล เมื่อแรงกดดันมหาศาลที่ ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ ฝากไว้ก่อนย้ายไป บาเยิร์น มิวนิค
และการหาตัวตายตัวแทนของสตาร์ดังที่ย้ายออกไปในช่วงซัมเมอร์ ไม่ประสบผลสำเร็จ
โอลิเวอร์ มินท์ซลาฟฟ์ ซิอีโอ ไลป์ซิก ยืนกรานว่าผู้เล่นในทีมนั้นอยู่ในระดับหัวแถวของนุนเดสลีกา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความไม่เข้ากันระหว่างโค้ชกับผู้เล่น
มาร์ช จึงต้องรับผิดชอบกับผลงานที่เกิดขึ้น
และเคยตกเป็นข่าวย้ายมาเป็นผู้ช่วยของ รังนิก ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วย แต่เรื่องนี้ก็ไม่เกิดขึ้น กระทั่ง ลีดส์ ยูไนเต็ด ประกาศปลด บิเอลซา
มาร์ช ซึ่งถูกจับตาในฐานะหนึ่งในศิษย์ของ รังนิก ที่เน้นฟุตบอลเพรสซิ่งสูง จึงถูกเลือกเพื่อเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ของทีมยูงทอง และจะเป็นผู้จัดการทีมชาวอเมริกันคนล่าสุดในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
ย้อนรอยโค้ชอเมริกันในดินแดน "ซอคเกอร์"
ฟุตบอลสำหรับคนอเมริกัน และต้นกำเนิดกีฬาชนิดนี้อย่างอังกฤษนั้นแตกต่างกันมาก
กว่าที่ผู้เล่นชาวอเมริกันจะพิสูจน์ตัวเองในยุโรปรวมถึงอังกฤษได้ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าทศวรรษ
แต่ในช่วงยี่สิบปีหลังสุด ผู้เล่นตัวหลักของทีมชาติสหรัฐฯ อย่าง ทิม ฮาวเวิร์ด, คลินท์ เดมพ์ซีย์ หรือ แลนดอน โดโนแวน ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านักเตะชาวอเมริกันนั้น สามารถเล่นฟุตบอลในระดับสูงได้
แต่ในระดับโค้ชนั้น กลับมีไม่มากนัก
เกร็ก แบร์ฮัลเทอร์ คือโค้ชอเมริกันคนแรกที่ได้โอกาสคุมสโมสรในลีกยุโรป หลังเซ็นสัญญาคุม ฮัมมาร์บี ในสวีเดน เมื่อราวสิบปีที่แล้ว
และเป็นการปูทางให้เพื่อนร่วมชาติได้พิสูจน์ตัวเองในเวลาถัดมา
ในพรีเมียร์ลีกนั้น จนถึงปัจจุบัน เพิ่งมีผู้จัดการทีมชาวอเมริกันเพียงสองคน คือ บ็อบ แบรดลีย์ อาจารย์คนแรกของ มาร์ช นั่นเอง
แบรดลีย์ เข้ามารับงานคุม สวอนซี ซิตี้ ในเดือนตุลาคม 2016 แทน ฟรานเชสโก กุยโดลิน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเขาได้รับงานนี้ เพียงแค่เพราะเจ้าของทีมเป็นคนอเมริกันเท่านั้น
สุดท้าย แบรดลีย์ ก็ถูกปลดจริง ๆ ในอีกสองเดือนถัดมา เพราะนำทีมแพ้ถึง 7 จาก 11 นัด
อีกรายอาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก คือ เดวิด วากเนอร์ ซึ่งเข้ามาทำงานในอังกฤษ ก่อน แบรดลีย์ ด้วยซ้ำ ในฐานะผู้จัดการทีมฮัดเดอร์สฟิลด์ ในเดอะแชมเปียนชิพ เมื่อปี 2015
แต่หลังจากนั้นสองปี วากเนอร์ ก็เป็นผู้จัดการทีมคนที่สองในพรีเมียร์ลีก หลังนำฮัดเดอร์สฟิลด์ เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ และยังนำทีมรอดพ้นการตกชั้นได้ด้วย แต่สุดท้าย วากเนอร์ ก็ต้องจากไปอยู่ดี ในเดือนมกราคม 2019
มาร์ช จึงจะเป็นผู้จัดการทีมอเมริกันคนที่สามเท่านั้นในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
และมีเดิมพันสูงทีเดียว นั่นคือการนำลีดส์ อยู่รอดในลีกสูงสุดอังกฤษให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาดีพอสำหรับการคุมทีมในลีกใหญ่ยุโรป หลังได้รับโอกาสเป็นครั้งที่สอง ในเวลาห่างกันเพียงไม่กี่เดือน
--------------------
SOURCE