ในเวลาไล่เลี่ยกับโอกาสครบรอบ 30 ปีที่ มิชาเอล ชูมัคเกอร์ เข้าสู่วงการฟอร์มูลา วัน Schumacher สารคดีชีวประวัติของเจ้าตัว ก็ออกฉายทาง Netflix พร้อมบอกเล่าทั้งเรื่องราวความสำเร็จ และอีกด้านที่น้อยคนจะเคยเห็น

Highlights

  • ในทศวรรษที่ 1990 และ 2000 มิชาเอล ชูมัคเกอร์ คือชื่อที่ทุกคนในวงการมอเตอร์สปอร์ตต้องรู้จัก ไม่ว่าจะชื่นชมหรือเกลียดชัง
  • เจ้าของแชมป์โลกฟอร์มูล่า วัน 7 สมัย คือตำนานตัวจริง ทั้งในด้านความสำเร็จ และเรื่องอื้อฉาวในสนามจากสไตล์การขับที่พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ
  • หลังเรื่องราวของ ชูมี เงียบหายไปนับสิบปี เพราะอุบัติเหตุสกี Schumacher สารคดีชีวประวัติของเจ้าตัวบน Netflix ก็นำเสนออีกด้านที่หลายคนอาจไม่เคยเห็น

--------------------

          ก่อน ลิวอิส แฮมิลตัน จะขึ้นชั้นเป็นสุดยอดนักขับตลอดกาลคนปัจจุบัน ตำแหน่งนั้นเคยตกเป็นของ มิชาเอล ชูมัคเกอร์ มาก่อน

 

          ในเวลาไล่เลี่ยกับการครบรอบ 30 ปีของการเข้าสู่วงการ และ 15 ปีที่ 'ชูมี' คว้าแชมป์กรังด์ปรีซ์ครั้งสุดท้ายในชีวิตนักขับ

 

          สารคดี Schumacher ที่บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้น ดรามาในช่วงสูงสุดของชีวิต และโศกนาฎกรรมของตำนานชาวเยอรมนี ก็กำลังแพร่ภาพทาง Netflix พอดี

 

ราชาผู้มาจากกองขยะ
(ฝีมือที่ถูกขัดเกลาจากอะไหล่กองขยะ ทำให้ ชูมัคเกอร์ มีเทคนิคเหนือนักขับทั่วไป - ภาพจาก Twitter @CRG_Factory)

          ไม่แปลก ถ้าแฟนมอเตอร์สปอร์ตที่เพิ่งติดตามกีฬาชนิดนี้ ในช่วงสิบปีหลังสุด จะรู้จัก ชูมัคเกอร์ แค่ผิวเผิน ในฐานะเจ้าของสถิติตลอดกาลมากมาย ที่เพิ่งถูก แฮมิลตัน แซงหน้าไปเกือบหมด

 

          แต่สำหรับคนที่ได้สัมผัสฟอร์มูล่า วัน ในยุค 90 และ 2000 ชูมัคเกอร์ คือชื่อแรกที่จะถูกพูดถึงในการพาดหัวข่าวฟอร์มูล่าวันแทบทุกรายการ และในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ก็ตาม

 

          ชูมี เกิดและเติบโตในครอบครัวชนชั้นแรงงานในแคว้นไรน์-เวสต์ฟาเลีย และเริ่มรู้จักมอเตอร์สปอร์ต ตอนอายุ 4 ขวบ เมื่อ รอล์ฟ พ่อของเขานำเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กมาดัดแปลงเป็นรถโกคาร์ท

 

          การมาจากครอบครัวชนชั้นแรงงานที่ไม่สามารถหาอะไหล่ดี ๆ มาให้ใช้งาน กลายเป็นข้อดีที่ทำให้ มิชาเอล และ ราล์ฟ น้องชายได้ฝึกฝนทักษะ ผ่านการขับรถในสภาพไม่สมประกอบ จนเหนือกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน

          หนึ่งในนั้นคือการควบคุมรถด้วยยางที่เกือบหมดสภาพจากกองขยะ จนกลายเป็นที่มาของฉายา 'เรเกนไมสเตอร์' (เจ้าแห่งสายฝน) จากเทคนิคการขับที่สมบูรณ์แบบบนถนนที่นองไปด้วยน้ำฝน

 

          และเทคนิคการขับที่ถูกขัดเกลาจากอุปสรรคมากมาย ก็ทำให้ ชูมี ได้โอกาสลงแข่งในระดับที่สูงขึ้นเสมอ จากนายทุนที่เห็นแวว หนึ่งในนั้น ก็คือ วิลลี เวบเบอร์ ซึ่งยอมออกทุนให้ลงแข่งในระดับ F3 และกลายเป็นผู้จัดการที่คอยดูแล ชูมัคเกอร์ ในเวลาต่อมา

 

          ชูมัคเกอร์ ใช้เวลาเพียง 3 ปี จาก เบเนตอง จากทีมแข่งโนเนม ขึ้นมาท้าทาย วิลเลียมส์ ที่เป็นมหาอำนาจนในยุคนั้น

 

          ก่อนคว้าแชมป์โลกมาครองในปี 1994 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่เจ้าตัวได้ขับเคี่ยวกับนักแข่งที่เป็นไอดอลของตัวเอง ไอร์ตัน เซนนา

 

          และ ชูมัคเกอร์ ก็คือนักขับที่อยู่ใกล้ เซนนา ที่สุด ก่อนตำนานชาวบราซิเลียนจะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ที่สนามอิโมลา ด้วย

 

เดอะแบกของตำนานที่เหลือแต่ชื่อ
(ชูมัคเกอร์ ในสภาพที่ปลดเปลื้องทุกแรงกดดัน หลังนำ เฟอร์รารี คว้าแชมป์โลก ปี 2000 / ภาพจาก FORMULA 1 channel)

          หลังนำ เบเนตตอง เป็นแชมป์โลกสองสมัย จุดเปลี่ยนในชีวิตอีกครั้งของ ชูมัคเกอร์ ก็มาถึง เมื่อเขาได้รับการทาบทามจาก เฟอร์รารี ยักษ์ใหญ่ของวงการที่ไม่ประสบความสำเร็จมายาวนาน

 

          แชมป์โลกชาวเยอรมนีตอบรับโอกาสนั้น เพราะนี่คือโอกาสที่จะได้ไปถึงระดับตำนาน ร่วมกับสุดยอดทีมในอดีต ก่อนพบว่าเหตุผลหลักที่ม้าลำพองไปไม่ถึงไหน เพราะเทคโนโลยีของทีมล้าหลังกว่าคู่แข่งระดับหัวแถวมาก

 

          แทนที่จะได้เป็นเสือติดปีก ภารกิจของ ชูมัคเกอร์ จึงกลายเป็นคนที่ต้องแบกรับทุกอย่างของทีมไว้ ด้วยฝีมือการขับเป็นหลัก

 

          ขณะที่คู่แข่งอย่าง ฌักส์ วิลล์เนิฟ ของ วิลเลียมส์ และ มิกา ฮัคคิเนน ของ แม็คลาเรน มาพร้อมกับรถที่ดีกว่า

 

          หลังจากว่างเว้นความสำเร็จถึงสี่ฤดูกาลติดต่อกัน จนต่างฝ่ายต่างไม่แน่ใจว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่

          ชูมัคเกอร์ ก็บรรลุภารกิจนี้ ด้วยความช่วยเหลือของ รอสส์ บรอว์น และทีมงาน ก่อนเฉือน ฮัคคิเนน ในช่วงสุดท้ายของสนามสุดท้าย ในฤดูกาล 2000 คว้าแชมป์โลกนักขับให้ เฟอร์รารี ได้สำเร็จ

 

          และกลายเป็นการปลดล็อคความกดดันทั้งหมด ก่อนก้าวสู่ยุคทองของม้าลำพองของจริง ที่คว้าแชมป์โลกทั้งประเภทนักขับและประเภททีมต่อเนื่องอีก 4 ฤดูกาล

 

รีไทร์ คัมแบ็ก รีไทร์ และโศกนาฏกรรม
(เมื่อคลื่นลูกหลังมา ก็ถึงคราว ชูมัคเกอร์ อำลาเวที / ภาพจาก Reuters)
          อายุที่มากขึ้น กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลง และคลื่นลูกใหม่ อย่าง เฟร์นานโด อลอนโซ ทำให้ ชูมัคเกอร์ ที่อิ่มตัวกับความสำเร็จ ตัดสินใจประกาศรีไทร์หลังจบฤดูกาล 2006 เพื่อไปรับบทบาทที่ปรึกษาแทน

 

          แต่ในปี 2010 เขาก็เซอร์ไพรส์วงการด้วยการย้ายไปรับบทนักขับให้ เมอร์เซเดส และประกาศรีไทร์อีกครั้งหลังผ่านไปสองฤดูกาล เมื่อต้นสังกัดมีแผนแทนที่เขาด้วยดาวรุ่งในเวลานั้น ลิวอิส แฮมิลตัน

 

          ปิดตำนานแชมป์โลก 7 สมัย เจ้าของสถิติแชมป์ 91 รายการ 155 โพเดียม 68 โพลโพซิชั่น ก่อนที่สถิติเหล่านี้ จะถูกกวาดโดย แฮมิลตัน คนที่มาแทนที่เขาในทีมเมอร์เซเดส

 

          เหลือเพียงสถิติแฮตทริก (โพลโพซิชั่น เวลาดีที่สุดต่อรอบ แชมป์สนาม ในรายการเดียวกัน) จำนวน 22 ครั้งที่ แฮมิลตัน ยังทำไม่ได้ เช่นเดียวกับ เวลาต่อรอบดีที่สุด (77 ครั้ง ต่อ 57 ครั้ง) รวมถึงสถิติลงแข่งยาวนานที่สุด 19 ฤดูกาล ร่วมกับ รูเบนส์ บาร์ริเคลโล

 

          และเพียงไม่กี่เดือนหลังจากฟอร์มูล่า วันฤดูกาลใหม่เริ่มต้นโดยไม่มี ชูมี อยู่ด้วย

 

          ตำนานชาวเยอรมนีก็ตกเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เพราะประสบอุบัติเหตุระหว่างเล่นสกี เมื่อเดือนธันวาคม 2013 จนตกอยู่ในสภาวะโคม่า

 

          แม้จะฟื้นและรอดชีวิตมาได้ แต่ก็มีรายงานว่าเจ้าตัวเป็นอัมพาต ไม่สามารถพูดได้ รวมถึงมีปัญหาเรื่องความทรงจำ และหายหน้าไปจากวงการจนถึงปัจจุบัน

 

          ขณะที่ มิค ลูกชายก็เพิ่งเข้าสู่วงการฟอร์มูล่า วัน ในฐานะนักขับของทีมฮาส ในฤดูกาล 2021 นี่เอง

 

ด้านบวกที่ไม่เคยเห็น ด้านลบที่ถูกมองข้าม
(ชีวิตส่วนของ ชูมัคเกอร์ คือคนรักครอบครัวและเพื่อนพ้อง ต่างจากจอมดีเดือดในสนาม / ภาพจากสารคดี Schumahcer)

          สารคดี Schumacher คือการย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวของหนึ่งในนักขับที่เก่งและอื้อฉาวที่สุดแห่งยุค

 

          ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในวัยเด็กที่ช่วยอธิบายว่าทำไม ชูมี่ ถึงมีทักษะการบังคับรถที่เหนือชั้น รวมถึงวิธีคิดแบบไม่ยอมลดราวาศอกให้ใคร จนกลายเป็นชนวนดรามากับยอดฝีมือร่วมยุคคนแล้วคนเล่า

 

          ก่อนขึ้นถึงจุดสูงสุดคือการนำตำนานที่เคยยิ่งใหญ่ แต่เต็มไปด้วยปัญหา อย่าง เฟอร์รารี กลับสู่ความสำเร็จ

 

          และปิดท้ายด้วยโศกนาฎกรรมจากอุบัติเหตุการเล่นสกี ในเดือนธันวาคมปี 2013 ที่ทำให้เจ้าตัวตกอยู่ในสภาพโคม่านานนับปี และไม่เคยกลับมาปรากฎตัวต่อสาธารณชนอีกเลยจนถึงปัจจุบัน

 

          ด้วยความที่ในยุคนั้น การใช้งานอินเทอร์เน็ตยังมีจำกัด และ ชูมัคเกอร์ ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมาก

 

          จุดเด่นของสารคดีเรื่องนี้ จึงเป็นการนำเสนอด้านที่เป็นมนุษย์ของ ชูมัคเกอร์ ที่คนนอกติดภาพจำแค่ว่า เขาเป็นคนกระหายชัยชนะ ทำทุกวิถีทางเพื่อความสำเร็จ ไม่เคยได้เห็น

 

          เช่น การขลุกกับช่างเครื่องของ เฟอร์รารี จนดึกดื่น เพื่อพัฒนารถให้ทัดเทียมกับ แม็คลาเรน ที่เหนือกว่ามากในช่วงปลายยุค 90 และกลายเป็นผู้นำตัวจริงของทีม จนสุดท้ายสามารถพาม้าลำพองประสบความสำเร็จได้

 

          หรือฟุตเทจชีวิตส่วนตัว ระหว่างเล่นกับครอบครัวในโอกาสต่าง ๆ หรือการปาร์ตี้แบบสุดเหวี่ยงกับ เดวิด คูลธาร์ด หลังแข่ง ทั้งที่เพิ่งมีปัญหากันในสนาม ซึ่งได้รับอนุญาตให้เผยแพร่จาก คอรินนา ภรรยาคู่ชีวิต ฯลฯ

 

          กลับกัน ใครที่อยากเห็นการเจาะลึกในเรื่องที่เจ้าตัวถูกวิจารณ์หนัก เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคู่แข่งคนอื่น ๆ ระหว่างการชิงแชมป์โลก

 

          ไม่ว่าจะเป็น เดมอน ฮิลล์, ฌักส์ วิลล์เนิฟ, มิกา ฮัคคิเนน ฯลฯ ว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่ ก็ถูกลดทอนไปจนเหลือแค่ผิวเผิน ส่วนกรณีพิพาทกับ เฟร์นานโด อลอนโซ ในปี 2006 ก็ไม่ถูกกล่าวถึงเลย

 

          เหตุผลจาก วาเนสซา นอคเกอร์ ผู้กำกับสารคดีนี้ คือข้อตกลงโดยไม่มีลายลักษณ์อักษรกับ คอรินนา ว่าภรรยาของ ชูมี มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ ว่าจะนำเสนอเรื่องไหน ขณะที่วัตถุดิบไหนที่ไม่ได้รับการอนุญาต จะต้องทำลายทิ้งเท่านั้น

 

          Schumacher อาจไม่ใช่สารคดีที่สมบูรณ์แบบในการเล่าเรื่องราวรอบด้าน

 

          แต่ในแง่การนำเสนอแง่มุมที่คนไม่เคยเห็น โดยเฉพาะกลุ่มที่คุ้นชินเฉพาะความสำเร็จ หรือภาพลักษณ์ติดลบของแชมป์โลก 7 สมัยที่สื่อนำเสนอ

 

          ก็ช่วยเติมเต็มให้เห็นภาพชัดขึ้น ว่า ชูมัคเกอร์ ก็เป็นมนุษย์ทั่วไปไม่ต่างจากคนอื่น และชีวิตเป็นสิ่งที่เปราะบางเกินกว่าใครจะคาดคิด

 

ชาตรี ตันสถาวีรัฐ

--------------------

SOURCE: