Deepfake หนึ่งในเทคโนโลยีชิ้นใหม่ขยายความเป็นได้และขอบเขตการทำงานไม่รู้จบ ไม่ว่าจะสำหรับคนทั่วไปหรือในวงการบันเทิง แต่การปลอมแปลงนี้ก็มาพร้อมพิษภัยและความอันตรายในระดับเกินจินตนาการของคนเราเช่นกัน

Highlights

  • Deepfake คือเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้เราปลอมแปลงตัวตนของผู้คน ผ่านภาพ เสียง หรือคลิปวีดีโอได้อย่างแนบเนียนจนยากจะแยกแยะ ถึงขนาดสร้างใบหน้าใหม่ขึ้นมาได้ โดยอาศัยการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์
  • เป็นเทคโนโลยีที่ถือกำเนิดขึ้นมาหลายปี ในช่วงแรกถูกนำไปใช้ด้านความบันเทิงเชิงขำขัน กระทั่งเป็นที่โจษจันเมื่อมีการนำใบหน้าดารานักแสดงไปตัดต่อลงบนวีดีโอผู้ใหญ่
  • ถูกใช้งานกันแพร่หลายและสามารถเข้าถึงได้ง่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ เช่น แอปพลิเคชั่นสำหรับแต่งภาพ Faceapp
  • ปัจจุบันเริ่มได้รับความนิยมในวงการบันเทิง ทั้งการสร้างพรีเซนต์เตอร์โฆษณาที่ไม่มีตัวตน ทำให้สามารถใช้ใบหน้าดาราโฆษณาโดยเจ้าตัวไม่ต้องบินไปถ่ายทำ กระทั่งใช้ในการหาเสียงหรือกระจายข่าวสารข้อมูล
  • แต่มันก็อาจเป็นภัยอันตรายในวันหน้า ตั้งแต่การนำภาพคนดังไปลงวีดีโอผู้ใหญ่ นำไปใช้ในการปล่อยข่าวลวงผ่านปากหรือใบหน้าคนมีชื่อเสียง รวมถึงสร้างตัวตนปลอมขึ้นมาปล่อยข่าวลวงและโฆษณาชวนเชื่อด้วยเช่นกัน

--------------------

Deepfake เนียนกว่าซีจี เมื่อเอไอทำให้เราไม่อาจไว้ใจหน้าจอได้อีกต่อไป

          ในปัจจุบันการตัดต่อ ดัดแปลง แก้ไขภาพหรือวีดีโอคือเรื่องที่เราเห็นกันชินตาอยู่ทุกวัน ทั้งจากบนหน้าจอโทรทัศน์และโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ แพร่หลายไปในทุกอุตสาหกรรมสื่อตั้งแต่ข่าว โฆษณา ละคร ไปจนภาพยนตร์ ตั้งแต่การทำให้เนื้อหาสาระที่ต้องการถ่ายทอดเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้ผู้คนได้รับชม

 

          เราอาจคุ้นเคยสิ่งเหล่านี้จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นหลัก โดยเฉพาะจากฝั่งฮอลลีวูดที่มักอาศัยพลังของคอมพิวเตอร์กราฟิกเนรมิตสิ่งเหนือจริงให้มีตัวตน โดยอาศัยความทุ่มเทและหยาดเหงื่อของคนนับพันเพื่อสร้างสรรค์ภาพออกมาให้สมจริง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอได้ดังใจราวกับเวทมนตร์

          ภาพและเสียงอันน่าทึ่งที่เราเคยสัมผัสจากฝีมือของผู้อื่นยามนี้เริ่มขยับขยายออกมากว้างขึ้น ภายใต้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดขึ้นทุกวัน ทำให้คนเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้ง่ายเพียงลัดนิ้วทั้งยังสมจริงยิ่งกว่าเก่า จากการแพร่หลายของวิทยาการใหม่ที่เรียกว่า Deepfake
ทำให้ในวันนี้เราไม่อาจแน่ใจได้อีกต่อไปว่าภาพและเสียงที่เราพบอยู่ตรงหน้าเป็นของจริงหรือไม่

Deepfake เนียนกว่าซีจี เมื่อเอไอทำให้เราไม่อาจไว้ใจหน้าจอได้อีกต่อไป Deepfake เทคโนโลยีปลอมแปลงแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
          เทคโนโลยี Deepfake คือการลอกเลียนหรือปลอมแปลงอัตลักษณ์ของบุคคลนั้นๆ ไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะใบหน้าอีกต่อไป แต่รวมถึงรายละเอียดอื่นให้มีความใกล้เคียงเสมือนจริงที่สุดจนยากจะแยกออก อีกทั้งไม่จำกัดแค่ภาพถ่ายยังทำได้แม้แต่คลิปวีดีโอ ที่สามารถสร้างน้ำเสียง ท่าทาง และบุคลิกให้ใกล้เคียงคนจริงจนน่ากลัว

 

          ดังที่บอกไปเทคนิคการปลอมแปลงเลียนแบบคนดังทั้งหลายไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นและแพร่หลายมายาวนานแต่ไม่ใช่ในระดับแนบเนียนจนยากจะแยกออก จนสามารถสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้คนเป็นวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่กับผู้เชี่ยวชาญที่ยังไม่สามารถระบุได้ทันทีว่าวิดีทัศน์ดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่
และยิ่งทวีความร้ายแรงจากการมาถึงของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกใส่เข้ามาในโปรแกรม จึงสามารถเรียนรู้ทำความเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมของบุคคล เพิ่มความแนบเนียนและเป็นธรรมชาติในการปลอมแปลงแต่ละครั้งให้มากขึ้น โดยอาศัยการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลทั้งจากภาพถ่ายและคลิปวีดีโอทั้งหลายมาประกอบจนนับวันยิ่งสมจริง

          ในส่วนนี้มีความใกล้เคียงกับโปรแกรมตัดต่อรูปภาพหรือวีดีโอทั่วไปก็จริง แต่โดยมากโปรแกรมตัดต่อเหล่านั้นสามารถสังเกตเห็นได้จากองค์ประกอบหลายส่วน ตั้งแต่รายละเอียดในด้านแสง เงา บริบทของใบหน้า รวมถึงเส้นผม สิ่งเหล่านี้ล้วนทำการรีทัชตัดแต่งค่อนข้างยาก แต่ Deepfake ทำการจำลองภาพเคลื่อนไหวได้เป็นธรรมชาติเสียจนรายละเอียดเหล่านี้ก็ไม่สามารถใช้แยกแยะได้อีก

 

          วัตถุดิบสำคัญในการใช้งาน Deepfake คือการต้องมีภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวของบุคคลต้นฉบับที่เราอยากปลอมแปลง ยิ่งภาพต้นฉบับของบุคคลดังกล่าวมีมากและคมชัดขึ้นเท่าไหร่ คุณภาพและความแนบเนียนจากการปลอมแปลงก็ยิ่งสูง เพราะมีข้อมูลให้ปัญญาประดิษฐ์สามารถเรียนรู้ทำความเข้าใจในปริมาณมากได้นั่นเอง

 

          ฟังดูเป็นเรื่องน่าทึ่งและไกลตัวแต่แท้จริงสิ่งเหล่านี้เริ่มแทรกซึมเข้ามาสู่ในชีวิตประจำวันของเราได้แนบเนียนไม่แพ้กัน

Deepfake เนียนกว่าซีจี เมื่อเอไอทำให้เราไม่อาจไว้ใจหน้าจอได้อีกต่อไป ขีดความสามารถเบื้องหลังความสนุกสนาน และความเข้าถึงง่ายในปัจจุบันที่สามารถทำได้เพียงลัดนิ้ว
          แท้จริงเทคโนโลยีนี้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกก็หลายปีนับแต่ 2014 เริ่มต้นจาก Generative Adversarial Networks(GANs) เทคโนโลยีที่ทำให้ AI สามารถสร้างภาพเสมือนจริงขึ้นมาโดยอาศัยข้อมูลที่เราป้อนหรือเรียนรู้มาอ้างอิง และจะยิ่งสมจริงมากขึ้นตามระดับการเรียนรู้และการพัฒนาเทคโนโลยี
Deepfake คือหนึ่งในผลผลิตจากการเติบโตของระบบดังกล่าว จากในช่วงปี 2017 ได้มีการนำภาพใบหน้าของดาราดังไปสลับกับนางแบบหนังผู้ใหญ่ลงในเว็บไซต์ Reddit รวมถึงมีการนำภาพของนักแสดงหลายคนเช่น Tom cruise มาใส่ลงในภาพยนตร์ Iron man หรือนำไปตัดแต่งเพื่อความบันเทิงต่างๆ ทำให้เทคโนโลยีนี้ได้รับความสนใจและเป็นที่พูดถึง

 

          กระแสดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนในด้านการคุกคามและสร้างความเสื่อมเสียแก่บุคคล แต่ทำให้โลกเป็นที่ประจักษ์ถึงการมีอยู่ของวิทยาการชนิดใหม่นี้เช่นกัน กับการมาถึงของเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสวมรอย ดัดแปลง แก้ไขคำพูดต่างๆ ให้แก่คนดังหรือบุคคลที่เคยมีตัวตนขึ้นมาได้

 

          อีกทั้งยังสามารถดัดแปลงแก้ไขข้อมูลปลายทางออกมาได้อีกมากมาย นอกจากสวมรอยแล้วยังสามารถตัดแต่งดัดแปลงรายละเอียดอย่างหลากหลาย เช่น การเปลี่ยนรายละเอียดของภาพตั้งแต่การเปลี่ยนม้าธรรมดาให้เป็นม้าลาย, สร้างภาพจำลองบุคคลให้เด็กลงหรือแก่ขึ้น ลบริ้วรอยสิวฝ้า สลับใบหน้า เปลี่ยนเพศ เพิ่มหนวดเครา เปลี่ยนสีตาและทรงผม ฯลฯ 

 

          มาถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่าการสร้างภาพเสมือนจากเทคโนโลยีดังกล่าวคงเป็นเรื่องยาก คล้ายการเรียนรู้เกี่ยวกับกราฟิกหรืองานคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย แต่แท้จริงการใช้งาน Deepfake เหล่านี้ไม่ได้ลำบากขนาดนั้น อันที่จริงเราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวทำมันได้ด้วยแอปพลิเคชั่นอย่าง Faceapp ด้วยซ้ำ

 

          นั่นทำให้แม้จะไม่รู้ตัวแต่หลายคนต่างพากันต้อนรับใช้งานเทคโนโลยีจากการเล่นสนุกกันมาบ้างแล้ว คำถามคือถ้าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้ถูกใช้งานแค่เพื่อเรื่องขำขันหรือความสนุกอย่างเดียวล่ะจะเป็นยังไง?

Deepfake เนียนกว่าซีจี เมื่อเอไอทำให้เราไม่อาจไว้ใจหน้าจอได้อีกต่อไป ประโยชน์ของ Deepfake สู่อีกขั้นของวงการมายาและความเป็นไปได้ไร้ที่สิ้นสุด
          การเกิดขึ้นของ Deepfake ย่อมนำไปสู่การตั้งคำถามและข้อกังขามากมายต่อผู้คน ถึงรูปแบบการนำไปใช้ในงานแต่ละสาย แน่นอนกลุ่มแรกที่ได้ผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยในส่วนนี้ย่อมไม่ใช่ใครนอกจากวงการสื่อ ที่พากันปรับตัวต้อนรับการมาถึงของเทคโนโลยีนี้อย่างรวดเร็ว

 

          ตั้งแต่การสร้างผู้ประกาศข่าวที่ไม่มีตัวตนขึ้นมาบนหน้าจอของสถานีโทรทัศน์ MBN News จากสำนักข่าวเกาหลีใต้ ที่ทำการทดลองระบบนี้ให้อ่านพาดหัวข่าวสั้นๆ เป็นเวลาราว 2 นาที สร้างความตื่นตาให้แก่ผู้ชม เพราะมีความใกล้เคียงกับคนจริงเสียจนไม่สามารถแยกแยะออกได้ในเวลาอันสั้น รวมถึงมีการปั้นนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปจากระบบนี้ขึ้นมาเป็นวง Eternity อีกด้วย

 

          เช่นเดียวกับวงการโฆษณาที่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการมาถึงของระบบนี้ ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิดทำให้การถ่ายทำเป็นไปได้ยาก จึงเริ่มมีการสร้างนายแบบ-นางแบบจำลองขึ้นมาเพื่อนำไปเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าหรือพูดเนื้อหาตามต้องการจาก Hour One บริษัทสตาร์อัพของอิสราเอล โดยอาศัยคอมพิวเตอร์สร้างกราฟิกสามมิติที่มีพื้นฐานมาจากคนจริง 

 

          แม้แต่ดาราดังอย่าง Bruce Willis ดาราแอคชั่นรุ่นเก๋ายังเริ่มปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีนี้ เมื่อเขาทำการเซ็นสัญญากับ MegaFon ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในรัสเซีย เพื่อนำลิขสิทธิ์ใบหน้าของเขาไปทำการจำลองด้วย Deepfake ให้ดาราคนอื่นและทำการถ่ายโฆษณา โดยตัวเขาไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถ่ายทำที่รัสเซีย ช่วยขยายขอบเขตการรับงานให้กว้างขึ้นกว่าเก่า

 

          ขยับจากวงการบันเทิงออกมา ในอินเดียเองก็มีการใช้เทคโนโลยี Deepfake ในการหาเสียง โดยพรรค Bharatiya Janata Party (BJP) ได้สร้างวีดีโอสำหรับหาเสียงให้ Manoj Tiwari ให้แก่เขาเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งที่ความจริงต้นฉบับเป็นวีดีโอของตัวเขาเองตอนกำลังพูดภาษาถิ่น ขยายขอบเขตการสื่อสารและเข้าถึงคนหมู่มากออกไปให้กว้างขึ้น ถือเป็นวิธีการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่น่าสนใจ

 

          นั่นไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนี้จะมีแต่ประโยชน์เพราะขณะเดียวกันมันก็พร้อมก่อให้เกิดโทษเช่นกัน

Deepfake เนียนกว่าซีจี เมื่อเอไอทำให้เราไม่อาจไว้ใจหน้าจอได้อีกต่อไป ความแนบเนียนของการปลอมแปลงสู่วันที่เราไม่แน่ใจในความจริงอีกต่อไป
          ในช่วงได้รับการพูดถึงครั้งแรกในปี 2017 คุณภาพงานจากเทคโนโลยี Deepfake เป็นภาพและวีดีโอมีความละเอียดคมชัดต่ำ สามารถจับสังเกตร่องรอยผิดปกติจนแยกออกได้ง่าย สิ่งเหล่านั้นกลับเริ่มจางหายตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีรวมถึงการเรียนรู้ของปัญญาประดิษฐ์ ที่กำลังผลักดันให้การปลอมแปลงทั้งหลายแนบเนียนขึ้นทุกวัน

 

          ปัญหาที่เกิดขึ้นคือในปัจจุบันมีใบหน้าดารานักแสดงชื่อดังจำนวนมากถูกนำไปตัดต่อในหนังสำหรับผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้เกิดจากการนำภาพใบหน้าดาราหนังผู้ใหญ่เหล่านั้นไปทับกับดาราชื่อดัง ส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียทางด้านชื่อเสียงและจิตใจ แม้ผู้คนส่วนมากจะพอจับสังเกตได้ว่าเป็นของปลอม แต่นั่นก็สร้างความไม่สบายใจให้เจ้าของใบหน้า อีกทั้งชวนให้ตั้งคำถามด้วยว่าเมื่อเทคโนโลยีสามารถทำได้ขนาดนี้ จะถูกนำไปขยายความร้ายแรงได้ขนาดไหน?

 

          สิ่งที่ผู้คนพากันกังวลคือในกรณีการใช้งานใบหน้าบุคคลดังมาสวมทับ ในการปล่อยข้อมูลข่าวสารปลอมเผยแพร่ไปสู่อินเตอร์เน็ทอาจทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อคลิปปลอมแปลงคุณภาพสูงถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากข่าวสารหรือบนหน้าจอเป็นเรื่องยากขึ้นทุกขณะ

 

          นอกจากนี้ยังมีความพยายามในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์สร้างรูปคนที่ไม่มีอยู่จริงให้มีตัวตนบนโลกอินเตอร์เน็ท นำภาพทั้งหลายไปใช้งานในด้านการโจมตีทางการเมือง สนับสนุนความชอบธรรม เป็นขบวนการเครือข่ายปลุกปั่น สร้างข่าวลวง รวมถึงโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ตัวเอง บ่อนทำลายเป้าหมาย จากน้ำมือของกองทัพไซเบอร์จากประเทศจีน

 

          เรื่องนี้ได้รับการยืนยันข้อมูลจาก Centre for Information Resilience(CIR) ว่ามีบัญชีปลอมจำนวนมากถูกนำมาใช้งานในการปล่อยข่าวลวงสร้างกระแส เพิ่มความนิยมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่จีน พร้อมด้อยค่าชาติตะวันตกที่เป็นคู่อริโดยเฉพาะสหรัฐฯ นั่นทำให้การเชื่อถือข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ทสักอย่างเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยการประเมินและวิเคราะห์ให้มากขึ้นไปอีก

 

          นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังเทคโนโลยีเหล่านี้ก้าวเข้ามามีบทบาทบนโลกไซเบอร์และชีวิตเรามากขึ้น ยากจะคาดเดาหรือจินตนาการถึงได้ว่าวันหน้ามันจะนำเราไปสู่จุดไหน การตรวจสอบข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงอาจทำได้ยากขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับความระมัดระวังของเราที่ยิ่งต้องเพิ่มขึ้นตามวันเวลา

 

          สิ่งเดียวที่แน่ใจคือ Deepfake สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย เป็นได้ทั้งเรื่องดีเหมือนกับที่ใช้งานภายในวงการบันเทิง ช่วยกระจายข่าวสารข้อมูลออกไปเป็นวงกว้าง ลดความเหลื่อมล้ำแก่คนด้อยโอกาสหรือขาดความสามารถทางภาษา ช่วยให้ชีวิตการทำงานสะดวกสบาย รวมถึงอาจใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชให้สามารถทำใจก้าวผ่านความสูญเสียได้ในอนาคต

 

          นั่นมาพร้อมกับการนำไปใช้ในการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลร้ายแรง บางทีในอนาคตตัวเราอาจไปโผล่ในวีดีโอหนังผู้ใหญ่ ไปจนปลุกปั่น สร้างข่าวลวง จุดฉนวนความแตกแยก ทำให้เกิดการสับสนวุ่นวายภายในสังคม ร้ายสุดคืออาจถูกนำไปใช้โดยน้ำมืออาชญากร การนำภาพใบหน้าของผู้บริสุทธิ์สักคนเข้าแทนที่ตัวเอง เพื่อเอาตัวรอดหรือใส่ความผู้บริสุทธิ์ได้ดังใจ

 

          ทั้งหมดนี้ล้วนขึ้นกับผู้ใช้งานอย่างเราแล้วว่าจะนำเทคโนโลยีและความก้าวหน้านี้ไปสร้างสรรค์หรือทำลาย

 

เกรียงไกร เรืองทรัพย์เดช

--------------------
ที่มา: