วิเคราะห์กลุ่มเอฟ "ฟุตบอลโลก2026" อัศวินสีส้มนำทัพบดญี่ปุ่น
04 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

เจาะลึกบทวิเคราะห์ฟุตบอลโลก 2026 กลุ่มเอฟ เนเธอร์แลนด์ควงญี่ปุ่น ดวลสวีเดน-ตูนิเซีย แย่งตั๋วลิ่วรอบน็อกเอาต์ เช็กโปรแกรมเวลาไทยที่นี่
ข่าว
04 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

เจาะลึกบทวิเคราะห์ฟุตบอลโลก 2026 กลุ่มเอฟ เนเธอร์แลนด์ควงญี่ปุ่น ดวลสวีเดน-ตูนิเซีย แย่งตั๋วลิ่วรอบน็อกเอาต์ เช็กโปรแกรมเวลาไทยที่นี่
ฟุตบอลโลก 2026 พรีวิวเจาะลึก "กลุ่มเอฟ" กลุ่มนี้เป็นการผสมผสานที่น่าสนใจอย่างยิ่งของกลุ่มทีมที่เป็น "ยักษ์หลับ" และ "ม้ามืด" ของทัวร์นาเมนต์ โดยประกอบไปด้วย เนเธอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, สวีเดน และตูนิเซีย ซึ่งทุกชาติพกพาขุมกำลังระดับยุโรปและจิตวิญญาณจอมล้มยักษ์พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์
ทัพ "อัศวินสีส้ม" ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ทีมอันดับ 7 ของโลก ผ่านเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่มรอบคัดเลือก โดยในฟุตบอลโลกหนนี้แม้ว่าจะไม่มีกองหน้าระดับซูเปอร์สตาร์หวือหวาในเกมรุก แต่จุดเด่นคือขุมกำลังแดนกลางและแผงหลังที่แน่นปึ้กทุกตำแหน่ง โดยมี เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังกัปตันทีมจากลิเวอร์พูลทำหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญในเกมรับด้วยความแข็งแกร่งและลูกกลางอากาศ
แดนกลางของเนเธอร์แลนด์จะขับเคลื่อนโดย เฟรงกี้ เดอ ยอง มิดฟิลด์จอมบัญชาการเกมคอยควบคุมจังหวะ ประสานงานร่วมกับ ไรอัน กราเฟนแบร์ก มิดฟิลด์วัย 23 ปีจากลิเวอร์พูลที่โชว์ฟอร์มดุดันในพรีเมียร์ลีก และ ทิยานี ไรน์เดอร์ส กองกลางฟอร์มแรงจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่พร้อมเติมเกมรุกสอดเข้าเขตโทษ โดยมี โคดี้ กัคโป เป็นทีเด็ดในแดนหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าเนเธอร์แลนด์จะผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปได้แบบไม่ยากเย็นและมีสิทธิ์เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นอย่างน้อย
ทัพ "ซามูไรบลูส์" ทีมชาติญี่ปุ่น ทีมอันดับ 18 ของโลก สร้างสถิติเป็นชาติแรกนอกประเทศเจ้าภาพร่วมที่ตีตั๋วผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จในฐานะแชมป์กลุ่มรอบคัดเลือก นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่คือขุมกำลังสายเลือดนักเตะค้าแข้งในยุโรปที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติญี่ปุ่น โดยตั้งเป้าหมายขั้นต่ำไว้ที่การผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) หรือทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศให้ได้
โครงสร้างของญี่ปุ่นชุดนี้คุมทัพโดยกุนซือ ฮาจิเมะ โมริยาสึ เน้นการใช้ระบบบีบกดดันสูง (High-pressing) และแดนกลางที่ใช้เทคนิคความสามารถเฉพาะตัวสูง นำทัพโดย วาทารุ เอ็นโด กัปตันทีมจากลิเวอร์พูลที่จะเป็นตัดเกมแดนกลางและคอยช่วยซ้อนในแผงหลัง ขณะที่เกมรุกแดนหน้าจะพึ่งพาความเร็วและทักษะของ ทาเคฟุสะ คุโบะ ปีกตัวเก่งวัย 24 ปีจากเรอัล โซเซียดาด ในการเจาะตาข่ายและเล่นงานคู่แข่งแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อทดแทน คาโอรุ มิโตมะ ที่มีอาการบาดเจ็บจนหลุดโผทีมชุดนี้ โดยมี ไดจิ คามาดะ จากคริสตัล พาเลซ เป็นตัวเชื่อมเกมและทำจังหวะสวนกลับอย่างอันตราย
ทัพ "ไวกิ้ง" ทีมชาติสวีเดน ทีมอันดับ 38 ของโลก ผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาได้อย่างหวุดหวิดผ่านเส้นทางเพลย์ออฟ ยูฟ่า เนชันส์ ลีก โดยได้ เกรแฮม พอตเตอร์ เข้ามาคุมทัพก่อนจะพาทีมชนะยูเครน 3-1 ในรอบรองชนะเลิศ และทุบโปแลนด์ 3-2 ในนัดชิงตั๋วเพลย์ออฟ การเดินทางมาลุยศึกหนนี้สวีเดนจึงเล่นด้วยความกดดันที่น้อยมากและพร้อมเปิดหน้าสู้แบบไม่มีอะไรจะเสีย
อาวุธหนักของสวีเดนอยู่ที่คู่กองหน้าฟอร์มฮอตในเวทียุโรป นำโดย วิคตอร์ โยเคอเรส กองหน้าดาวยิงตัวเก่งจากอาร์เซนอล ที่พกสถิติยิง 14 ประตูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุด ประสานงานร่วมกับ อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าร่างโย่งความเร็วสูงจากลิเวอร์พูลที่เพิ่งสลัดอาการบาดเจ็บข้อเท้าหักกลับมาฟิตสมบูรณ์ โดยมี ลูคัส เบิร์กวัลล์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งวัย 20 ปีจากท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ คอยสร้างสรรค์เกมจากแดนกลาง ซึ่งหากแนวรุกท็อปฟอร์ม สวีเดนก็พร้อมที่จะป่วนกลุ่มเอฟและเบียดแย่งตั๋วเข้ารอบน็อกเอาต์ได้เช่นกัน
ทัพ "พญาเหยี่ยวแห่งคาร์เธจ" ทีมชาติตูนิเซีย ทีมอันดับ 44 ของโลก แม้จะเป็นทีมที่มีอันดับโลกต่ำที่สุดในกลุ่มเอฟ แต่สถิติจากฟุตบอลโลก 2022 ที่พวกเขาเคยยันเสมอเดนมาร์ก 0-0 และล้มฝรั่งเศส 1-0 ในนัดสุดท้าย เป็นสิ่งเตือนใจว่าห้ามประมาทพวกเขากลุ่มนี้เด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น ตูนิเซียโชว์ฟอร์มได้อย่างไร้เทียมทานในรอบคัดเลือกโซนแอฟริกา กลุ่มเอช ด้วยสถิติชนะ 9 เสมอ 1 ไม่แพ้ใคร ยิงได้ 22 ลูกและไม่เสียประตูให้แก่คู่แข่งเลยแม้แต่ลูกเดียว
ตูนิเซียภายใต้การคุมทีมของ ซาบรี ลามูชี สร้างทีมด้วยระบบเกมรับที่เหนียวแน่นและมีระเบียบวินัยสูง แกนหลักนำโดย เอลลีส สคิรี กัปตันทีมและมิดฟิลด์ตัวรับที่เป็นเสาหลักในการตัดเกม ประสานงานร่วมกับ ฮันนิบาล เมจบรีย์ กองกลางตัวรุกวัย 23 ปีจากเบิร์นลีย์ คอยขับเคลื่อนเกมรุก และใช้ความเร็วของ เอเลียส อาชูรี ปีกตัวจี๊ดจากเอฟซี โคเปนเฮเกน ในการโจมตีฉาบฉวย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าแม้จะเป็นงานยากในการเข้ารอบ แต่ตูนิเซียพร้อมจะสร้างความลำบากใจให้ทุกทีม
นัดแรก (แข่งขันคืนวันอาทิตย์ที่ 14 และเช้ามืดวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน)
นัดที่สอง (แข่งขันเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน)
นัดที่สาม (แข่งขันเช้ามืดวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน) ลงสนามพร้อมกัน
ข่าวล่าสุด