ด้านสาธารณสุข เราอัปเกรด Digital Healthcare ทำให้ผู้ป่วยกว่า 3.6 ล้านคนเข้าถึงการแพทย์ปฐมภูมิและฉุกเฉินได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องปากท้อง เราเอาแพลตฟอร์มแก้จนแม่นยำ (PPAP) ไปชี้เป้าแก้ปัญหาให้ชาวบ้านกว่า 3 แสนครัวเรือนใน 20 จังหวัด และยกระดับวิสาหกิจชุมชนจนสร้างรายได้เข้าพื้นที่สูงถึง 9,448 ล้านบาทต่อปี สำหรับเรื่องภัยพิบัติ เราใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และ IoT ขยายผล น้ำมั่นคง 10 จังหวัด ลดความเสียหายให้เกษตรกรไปกว่า 600 ล้านบาท
นายยศชนัน กล่าวว่า แต่ที่เราภูมิใจคือรถไฟไทยทำ ที่เราต่อยอดงานวิจัยจนเตรียมผลิตโบกี้เองในประเทศ ลดการนำเข้าและตั้งเป้าสร้างรายได้แตะ 700 ล้านบาทในปีหน้า ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่า เราเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายยศชนัน กล่าวต่อว่า แผนการแก้จนทั่วประเทศเราได้เริ่มดำเนินการไปที่จังหวัดร้อยเอ็ด จากข้อมูลของเราใช้ตัวมหาวิทยาลัยเป็นตัวขับเคลื่อนองคาพยพ โดยใช้มหาวิทยาลัยเช็กแต่ละที่ว่ายังมีคนจนเหลืออยู่ในระบบที่รัฐบาลยังมองไม่เห็นอีกเท่าใด เพราะอาจารย์เองจะรู้จักคนในนั้น และจะสอบทานจากในหน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการกรอกเอกสารให้เขา เมื่อเข้าสู่ระบบ เราจะใช้โมเดลแก้จนให้ตัวอาจารย์อัปสกิลและรีสกิลกับเอกชนเพื่อให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่ม ซึ่งทำมาต่อเนื่องประชาชนมีรายได้เพิ่ม 3,000 บาทต่อครัวเรือน เราพร้อมส่งเสริมนวัตกรรมส่วนนี้ไปยังจังหวัดอื่นๆ ซึ่งโครงการนี้ทำมา 8 ปีไม่ใช่เรื่องง่าย
“การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่สามารถทำได้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ต้องทำในเชิงสังคมด้วย เรื่องของการศึกษา เกษตรกร แรงงาน หรือผู้สูงอายุ วันนี้อยากให้ทุกคนคิดไปพร้อมกับผมและรัฐบาลว่าถ้าลูกเราเกิดมารัฐบาลสามารถช่วยเขาได้มากน้อยแค่ไหน วันนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวง พม. ทำเรื่องเกี่ยวกับ 2,500 วันหรือ 5 ปี ของเด็กที่กำลังจะเกิดขึ้นตั้งแต่ในครรภ์ เราควรที่จะให้อะไรเขา หรือทำให้เกิดมาสมฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย” นายยศชนัน กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดวิดีทัศน์ของรัฐมนตรี 5 กระทรวง โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวรายงานผลงาน 90 วัน ว่า มุ่งเน้นการยกระดับภาคการเกษตรอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การส่งมอบพันธุ์ข้าวใหม่ กข113 และ กข119 ควบคู่กับการส่งเสริมทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อมุ่งสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ถึงมือเกษตรกรในเวลาที่จำเป็น ไปจนถึงนโยบาย ตลาดนำการผลิต ที่กวาดล้างสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไปแล้ว 146 คดี พร้อมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยและบินด่วนเจรจาแก้ปัญหากุ้งไทยในมาเลเซียเชิงรุก
นอกจากนี้ยังผลักดันการเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และที่สำคัญคือการคืนความมั่นคงให้เกษตรกรด้วยการเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร พร้อมบูรณาการพักชำระหนี้และลดหนี้ให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์รวมวงเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท
ขณะที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงาน ว่า สามารถจัดหางานให้ประชาชนได้แล้วถึง 40,051 คน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 4,858 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการโรงงานปลอดยาเสพติด 2,172 แห่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนผ่านการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรม 12 รายการครอบคลุม 7,897 สถานพยาบาล รวมถึงการผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ (CARE) ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว อีกทั้งยังเน้นย้ำความปลอดภัยด้วยการออกแนวปฏิบัติตรวจสอบมาตรฐานปั้นจั่นใหม่ และเดินหน้าขยายตลาดส่งออกแรงงานไทยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 3 หมื่นคน ผ่านความร่วมมือกับเขตบริหารพิเศษมาเก๊า ประเทศอิสราเอล เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เรามุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เข้าสู่สภาฯ ในช่วงปลายปี พร้อมดันไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในโครงการ ASEAN Zero Dropout ดึงเด็กกลับสู่ระบบ และพัฒนาระบบ Education ID เพื่อลดความซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังชูนโยบาย คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้เด็ก ด้วยการลดภาระงานเอกสาร ยกเลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน ผ่อนปรนเครื่องแบบนักเรียน และสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและระบบทราฟฟีฟองดูว์ รวมถึงการเตรียมความพร้อมการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ทั้งการเข้าสู่ OECD และ PISA Roadmap 2029 เพื่อยกระดับทักษะเด็กไทยสู่การเป็นพลเมืองโลก รวมถึงการสานต่อโครงการ ODOS ที่ส่งเด็กไทยทุกพื้นที่ซึ่งยากจนไปเรียนต่อยังต่างประเทศ
ส่วน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ผลงาน 90 วันในการยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางทุกมิติแบบทำได้จริง โดยการนำเทคโนโลยีมาสร้างโซเชียลแมป เชื่อมฐานข้อมูลผู้เปราะบางกว่า 1 ล้านคนเข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมนำ AI ร่วมกับสายด่วน 1300 ช่วยเหลือผู้คนเร่งด่วนไปแล้วกว่า 3 หมื่นราย อีกทั้งยังเดินหน้าพลิกโฉมกฎหมายครั้งใหญ่ ทั้งการผลักดันเบี้ยคนพิการ 1,000 บาท และเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทแบบถ้วนหน้า เพิ่มวงเงินกู้สร้างอาชีพคนพิการเป็น 300,000 บาท ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคง เคหะเพื่อคนไทย และโมเดลความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ในการจ้างงานคนพิการและผู้สูงวัย เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
นายกฯ หยอดคำหวาน "หนูกับหนิม รักกันปานจะกลืน" นั่งฟังเพื่อไทยแถลงผลงานจนจบ
สำหรับการจัดงานวันนี้ มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวว่า ต้องขอบคุณ นายยศชนัน ที่เชิญตนมาร่วมงาน และถือโอกาสพูดถึงภารกิจของนายยศชนัน ในส่วนที่เป็นคลัสเตอร์ของ 5 กระทรวงที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล (กระทรวง อว., กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.))
“ผมก็บอกไปว่านี่เป็นงานของอาจารย์ อาจารย์ควรทำหน้าที่และมอบนโยบาย หรือดำเนินการทั้งหมด แต่อาจารย์ก็ให้เกียรติผมมาก เพื่อจะได้ทราบว่ารัฐบาลได้ทำอะไรเพื่อประเทศชาติ และประชาชนไปพร้อม ๆ กัน ขอเน้นย้ำว่า รัฐบาลชุดนี้มีการทำความเข้าใจในระหว่างผู้บริหารระดับสูง คือคณะรัฐมนตรี ว่าเราไม่ใช่รัฐบาลผสม แต่เราเป็นรัฐบาลร่วมกันของประชาชน ผมในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล พร้อมให้การสนับสนุนและร่วมกันผลักดัน เพื่อให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
งานวันนี้ถือว่ามาถูกที่ถูกเวลา เพราะการพัฒนาคนเป็นเรื่องเร่งด่วนของทั้งโลก ปัจจุบันเราเจอความท้าทาย ทั้งเรื่องคนน้อยลงจากสังคมสูงวัย ทั้งเรื่องเทคโนโลยีที่นับวันเปลี่ยนเร็วขึ้น เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน และสิ่งแวดล้อมที่เราคาดเดาอะไรไม่ได้ ประเทศที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ต้องมีทุนมนุษย์ในเวอร์ชันใหม่ เป็นเวอร์ชันที่อัปเกรดและปรับตัวได้เร็ว ซึ่งหลังจากที่ผมดูวีดิทัศน์แล้ว ก็เป็นเวอร์ชันกำลังสอง ดีครับ คอนเซอร์เวทีฟ (อนุรักษนิยม) ไว้บ้าง เพราะผมถามอาจารย์ยศชนันว่า ทำไมไม่ exponential ซึ่งอาจารย์บอกเดี๋ยวระเบิดทำไม่ไหวเพราะว่าดีมากเลยยกกำลังสอง ถ้าเราทำได้เต็มที่น่าจะเป็นประโยชน์มากสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล”
“ตลอดเวลาเกือบ 4 เดือน ที่ทำงานมาด้วยกัน ผมได้เห็นพลวัต เห็นฝีมือ เห็นการทำงานของรัฐมนตรีทุกท่าน ที่กำกับดูแลกระทรวงเหล่านี้อย่างเต็มที่ สมัยก่อนเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน แต่เราก้าวก่ายกันไม่ได้ ตอนนี้มาอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน มีการบ้านมากมายที่ต้องทำ ให้ประเทศไปยืนอยู่บนเวทีโลกได้ ก็ต้องขอบคุณในความร่วมมือของรัฐมนตรี ในสายงานของนายยศชนัน ที่เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดียิ่ง
นายกฯ กล่าวต่อว่า "วันนี้หนูกับหนิม รักกันปานจะกลืน ฉะนั้นเราต้องเดินหน้าด้วยกันไปอย่างเต็มที่ ไม่ว่าบทบาททางการเมืองจะเป็นอย่างไร แต่ผมมั่นใจว่าพวกเราไม่ลังเล ที่จะนึกถึงความสำคัญของพวกเขา (ประชาชน) ก่อน ทำให้ไม่มีอดีตที่ค้างคาใจ ตอบกันได้ว่าทั้งหมดทั้งหลายทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อประเทศชาติ ทุกอย่างคลี่คลายทั้งหมด มีแต่อนาคตที่สดใสของประเทศไทย เรารู้สึกดีใจและเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง ที่จะขับเคลื่อนรัฐนาวาลำนี้ ให้ประเทศไทยของเราเจริญก้าวหน้า พัฒนาสถาพรตลอดไป"