โดกู : “โยดาแห่งเอติฮัด”
บาร์นีย์ โรเนย์ แห่ง The Guardian เขียนอย่างมีสีสันว่า “เฌเรมี โดกู เหมือนนักเต้นที่กำลังสนุกกับจังหวะของตัวเองบนสนาม” และเปรียบเปรยว่าปีกเบลเยียมวัย 23 ปีรายนี้ “เหมือนโยดาหนุ่มที่ไล่ฟันแสงเลเซอร์ใส่เหล่านักรบแห่งแอนฟิลด์”
โรเนย์บรรยายฉากที่โดกูใช้ท่าหลอกประจำตัว “The Wand” ทำให้แบรดลีย์และกราเฟนแบร์คหลงเหลี่ยมโดยบอกว่า “เขาทำให้กองหลังระดับทีมชาติอังกฤษดูเหมือนกำลังเล่นโรลเลอร์สเกตอยู่”
โดกูจบเกมด้วยสถิติเลี้ยงผ่านคู่แข่ง 7 ครั้ง ขณะที่ผู้เล่นคนอื่นทั้งสนามทำได้รวมกันไม่ถึงครึ่ง
“มันเหมือนเล่นกับสนามพลังที่ขยับได้” โรเนย์สรุป “เขาทำให้ซิตี้ดูเหมือนทีมที่เพิ่งถูกชุบชีวิตด้วยไฟฟ้าแรงสูง”
จังหวะปัญหา : เมื่อ VAR ใช้มาตรฐานคนละชุด
ขณะที่ทีมงานจาก The Athletic อย่างจอร์แดน แคมป์เบลล์ และแอนดี้ โจนส์ วิเคราะห์ประเด็น VAR ว่า การตัดสินให้โรเบิร์ตสันล้ำหน้า “ดูไม่สอดคล้องกับเหตุผลทางกฎ” เพราะเขาไม่ได้อยู่ในแนวสายตาของผู้รักษาประตู
“เคสนี้เกือบเหมือนเกมที่ซิตี้เจอวูล์ฟส์ฤดูกาลก่อน ซึ่งผู้ตัดสินคนเดียวกันกลับให้ประตูนั้นเป็นลูกได้ มันจึงยากจะเข้าใจว่าทำไมครั้งนี้ถึงตัดสินอีกแบบ”
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงโวยจากแฟนบอลและผู้จัดการทีม แต่ทุกสำนักเห็นตรงกันว่า “จังหวะนั้นไม่ใช่เหตุผลที่ลิเวอร์พูลแพ้” เพราะซิตี้เหนือกว่าทั้งแท็กติกและจังหวะของเกม
จุดตัดของสองเส้นทาง
หลังเสียงนกหวีดสุดท้าย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉลองเกมที่ 1,000 ในอาชีพกุนซือด้วยรอยยิ้ม
“นี่คือของขวัญที่สวยงามที่สุด” เป๊ป กล่าว “เรากำลังกลับไปสู่การเป็นทีมที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา แต่ไม่ดีสำหรับคู่แข่ง”
สำหรับฝั่งแดงแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ ทุกเสียงจากสื่ออังกฤษต่างเห็นตรงกันว่า ลิเวอร์พูลกำลังสูญเสียเอกลักษณ์ ทั้งความเข้มข้นในเกม ความดุดันเมื่อไม่มีบอล และพลังใจที่เคยทำให้พวกเขาเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเจอ
“ทีมที่แพ้ 7 จาก 10 นัด และหล่นลงไปอันดับ 8 ไม่ควรถูกพูดถึงในฐานะผู้ลุ้นแชมป์” รอย คีน พูดชัด ๆ
ค่ำคืนที่เอติฮัดอาจเป็นแค่เกมหนึ่งในฤดูกาลอันยาวไกล สำหรับซิตี้ มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการไล่ล่าครั้งใหม่ แต่สำหรับลิเวอร์พูล มันอาจเป็นค่ำคืนที่ต้องหันมามองกระจก เพื่อถามตัวเองว่า “เรากลายเป็นทีมที่เราไม่อยากเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”