ในแง่มุมหนึ่ง พวกเขาต่อสู้ด้วยการก่อตั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดน Euskadi Ta Askatasuna หรือ Basque Homeland and Freedom ที่เรียกกันย่อๆว่า ETA เป็นกลุ่มที่ใช้วิธีการอันรุนแรง ลอบวางระเบิด ลอบสังหารผู้เป็นศัตรู ฯลฯ แต่ในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาต่อสู้แบบสันติวิธีผ่านทีมฟุตบอลที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชาวบาสก์ นั่นคือทีม แอธเลติก บิลเบา
จากนโยบายไม่ใช้นักเตะต่างชาติที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1911 นำมาสู่การใช้เฉพาะนักเตะชาวบาสก์แบบไม่มีข้อแม้ และทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างศูนย์ฝึกเยาวชนที่เข้มแข็งเพื่อสร้างนักเตะขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ให้ได้อย่างต่อเนื่อง
"เลอซาม่า" ศูนย์ฝึกชาวบาสก์
อะคาเดมี่ "เลอซาม่า" ของแอธเลติก บิลเบา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1971 เป็นศูนย์ฝึกนักเตะเยาวชนที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของโลก ที่สร้างนักเตะชื่อดังมาประดับวงการมากมาย และได้รับการยกย่องให้เป็นเหมือน "สถาบัน" สำหรับการเรียนรู้ด้านฟุตบอลของเด็กๆชาวบาสก์
“สโมสรฟุตบอลแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของเรา (ชาวบาสก์) ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเกิดมา” จอน โซลอน อดีตนักเตะของสโมสรซึ่งเป็นโค้ชทีมรุ่น U16 กล่าว “เด็กชายคนใดก็ตามที่เกิดในรัศมี 60 กม. จากที่นี่ จะได้รับลูกโป่งและของขวัญจากนักกีฬา แผนกสูติกรรมจะฉาบด้วยสีแดงและสีขาว"
"ผมเกิดที่บิลเบา และการได้สวมชุดวอร์มและเป็นตัวแทนของสโมสรแห่งนี้คือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับผม ผมรู้ว่าเด็กๆ รู้สึกภูมิใจเหมือนกัน เราทุกคนรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่นี่ในฐานะครอบครัว"
ด้าน โฆเซ่ อาโมร์โรตู ผอ.อะคาเดมี่ กล่าวว่า “85 เปอร์เซ็นต์ของผู้เล่นทีมชุดใหญ่มาจากอะคาเดมี่แห่งนี้ และค่าเฉลี่ยของเด็กที่อยู่ที่นี่ก่อนที่จะขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่คือ 7 ปี เรามีแมวมองทั่วพื้นที่ และเรายังมีสโมสรพันธมิตรกว่า 150 สโมสรในภูมิภาคที่คอยติดตามความก้าวหน้าของเด็ก ๆ และส่งพวกเขามา หากรู้สึกว่าเด็กคนนั้นๆมีคุณสมบัติที่จะเล่นที่นี่"
ขณะที่ครอบครัวชาวบาสก์ก็ต้องการให้ลูกหลานของพวกเขาเล่นให้ทีมเช่นกัน ทุกๆปีมีเด็ก 9-10 ขวบกว่า 1,500 คนที่นั่งรถไฟเพื่อมาไขว่คว้าหาโอกาสในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่นี่ ดังนั้นการหาผู้เล่นที่มีแววสำหรับสโมสรแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องยาก
นอกจาก "เลอซาม่า" จะเป็นศูนย์ฝึกฟุตบอลแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถาบันที่ทำให้เด็กๆรู้จักคุณค่าของความเป็น "ชาวบาสก์" ของตัวเองอีกด้วย
“เด็กๆ จะมีบทบาทและความรับผิดชอบทันทีที่เข้าไปในศูนย์ฝึก ไม่ว่าจะเป็นการคัดแยกชุด ทำความสะอาดห้องแต่งตัว หรือขนอุปกรณ์ต่างๆ" ผอ. อะคาเดมี่ กล่าว
“ผมเคยทำงานที่แอตเลติโก มาดริดและสโมสรชั้นนำอื่นๆ แต่ไม่มีใครมีอย่างที่เรามี เรามีวัฒนธรรมที่นี่ เป็นหน้าที่ของเราที่จะสร้างคนดีๆ เช่นเดียวกับผู้เล่นที่ดี"
"ครอบครัวคือทุกสิ่งทุกอย่างของชาวบาสก์ และเราต้องการทำสิ่งที่ถูกต้องโดยคนของเราเอง ไม่มีความรู้สึกภาคภูมิใจสำหรับเด็กๆ มากไปกว่าการเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรแห่งนี้”
สิ่งสำคัญคือเด็กพวกนี้ต้องรับรู้ว่า "ชีวิต" มีความหมายมากกว่าฟุตบอล เพราะอาชีพนี้มีอายุการทำงานที่สั้นมาก และอาจจบลงได้ทุกเมื่อจากหลากหลายปัจจัย เช่น อาการบาดเจ็บ
“ทีมเยาวชนชุดสูงสุดของเรา (ก่อนก้าวสู่ทีมชุดใหญ่) ประกอบด้วยเด็ก 21 คนที่มีอายุระหว่าง 18-19 ปี ปัจจุบันมี 13 จาก 21 คนนี้ที่กำลังศึกษาระดับปริญญา อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้บังคับว่าเด็กๆทุกคนต้องเรียนหนังสือ เราเพียงแต่สนับสนุนค่านิยมที่ดีเท่านั้น"
ในด้านฟุตบอล เด็กทุกคนจะได้รับการฝึกเบสิคอย่างเข้มข้น ใครที่ไม่มีความกระตือรือร้นมากพอจะถูกไล่ออกจากสนามทันทีเพื่อให้ไปยืนดูเพื่อนอย่างเดียว และยังมีการทดสอบอย่างต่อเนื่องเพื่อคัดคนที่ดีที่สุดก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น
“ทุกคนที่นี่จะต้องเป็นตัวแทนของสโมสรและแฟนบอล” อิบัน ฟูเอนเตส หัวหน้าโค้ชรุ่น U18 กล่าว “เด็กทุกคนต้องทำใจให้ได้ และต้องได้รับการเตือนอยู่เสมอว่ามีคนอื่นๆพร้อมจะก้าวขึ้นมาแทนที่ตัวเอง นี่คือธรรมชาติของฟุตบอล"
"ทุกคนในศูนย์ฝึกแห่งนี้มีตั๋วปี ถ้าทีมชุดใหญ่เล่นเป็นทีมเหย้า ก็จะพากันเข้าไปชมเกมในสนาม ถ้าเป็นทีมเยือน เด็กๆ จะฝึกซ้อมแล้วกลับบ้านไปดูเกมกับครอบครัว นอกจากโค้ชก็ยังมีจุดนัดพบในเมืองที่จะมานั่งดูเกมด้วยกัน เราทุกคนเป็นสมาชิกของครอบครัวแอธเลติก มีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง”
นี่คือเหตุผลว่าทำไม แอธเลติก บิลเบา ถึงไม่ง้อนักเตะต่างชาติอย่างที่สโมสรอื่นๆทำกัน เพราะพวกเขาบ่มเพาะนักฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก เพื่อให้ให้สู้อย่างเต็มที่ในฐานะ "ชาวบาสก์" นั่นเอง