ภาคประชาชนบุกเชียงราย จี้รัฐยกระดับ "พิษเหมือง" วาระแห่งชาติ
06 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

เครือข่ายภาคประชาชนจัด "ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ" เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาสารพิษเหมืองแร่ข้ามพรมแดน ชี้ผลกระทบหนักกระทบสุขภาพและระบบนิเวศลุ่มน้ำภาคเหนือ
ข่าว
06 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

เครือข่ายภาคประชาชนจัด "ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ" เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาสารพิษเหมืองแร่ข้ามพรมแดน ชี้ผลกระทบหนักกระทบสุขภาพและระบบนิเวศลุ่มน้ำภาคเหนือ
KEY
POINTS
6 มิถุนายน 2569 ปัญหา มลพิษข้ามพรมแดน จากเหมืองแร่ต้นน้ำกำลังวิกฤต กระทบ แม่น้ำ 5 สาย อย่างหนัก ภาคประชาชนจึงผนึกกำลังยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ให้เร่งแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อน เพื่อปกป้อง สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตคนไทย พร้อมผลักดันสู่การเป็น วาระแห่งชาติ อย่างเร่งด่วน
ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน พร้อมด้วยอุทยานสันติภาพสาละวิน ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรม “ธรรมยาตรา 5 สายน้ำ เพื่อปกป้องแม่น้ำกก รวก โขง และสาละวิน” อย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. - 5 มิ.ย. ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อสร้างความตื่นรู้ให้กับประชาชน ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสายหลัก ให้ได้รับรู้ข้อมูลการปนเปื้อนของสารพิษ ภายในลุ่มน้ำสำคัญทางภาคเหนือ และร่วมกันเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน
โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมขบวนเรือล่องผ่านแม่น้ำกก จากหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำกกฝั่งซ้าย หมู่ 2 ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย มายังสะพานแม่ฟ้าหลวง เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ในช่วงสาย มีการจัดกิจกรรมเดินขบวนเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องต่อตัวแทนของรัฐบาล ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ภายในขบวนมีการแสดงภาพวาดจากศิลปินอิสระภายใต้ชื่อ “5 แม่น้ำ 5 บาดแผล” เพื่อสะท้อนถึงความสูญเสียจากการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำทั้ง 5 สาย ตามด้วยขบวนของภาคประชาชน ซึ่งผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากแม่น้ำทั้ง 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน
นอกจากนี้ ยังมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการติดป้ายผ้าบนสะพานแม่ฟ้าหลวง มีข้อความภาษาอังกฤษระบุว่า "PROTECT THE KOK, SAI, RUAK, MEKONG & SALWEEN RIVERS AND BEYOND. RIVERS ARE NO-GO ZONES FOR MINING" และข้อความภาษาไทยว่า "หยุดเหมืองพิษ ปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน และทุกสายธารา" ภายหลังจากเดินทางถึงศาลากลางจังหวัดเชียงราย ตัวแทนได้อ่านข้อเรียกร้องและจดหมายเปิดผนึกถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยยกระดับปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่ข้ามพรมแดนขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีใจความสำคัญดังนี้
1. กำหนดนโยบายระดับชาติในการแก้ไขปัญหาวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน ในลุ่มแม่น้ำสาย กก รวก โขง สาละวิน และกระบุรี พร้อมตั้งคณะทำงานระดับชาติที่มีส่วนร่วมจากผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนดำเนินการป้องกัน ฟื้นฟู และเยียวยา โดยใช้หลักความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นหลักการฟื้นฟูเยียวยาที่แท้จริง รวมถึงกำหนดมาตรการและจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอจนกว่าปัญหานี้จะยุติ
2. ดำเนินการช่วยเหลือและประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุกอย่างเร่งด่วน กับผู้นำเมียนมา รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน องค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การยุติและปรับปรุงเหมืองแร่ต้นน้ำที่เป็นต้นเหตุของผลกระทบ
3. จัดทำแผนระดับชาติอย่างน้อย 5 ปีต่อเนื่อง เพื่อติดตามคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ ห่วงโซ่อาหาร และผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในทุกลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
4. กำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าแร่และผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงเชื่อมโยงกับกิจการเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน โดยในระยะแรกเน้นเฉพาะแร่ที่สามารถตรวจสอบแหล่งกำเนิดและเส้นทางห่วงโซ่อุปทานได้อย่างโปร่งใส สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนสากล
5. กำหนดมาตรการกำกับดูแลการส่งออกเครื่องจักร อุปกรณ์ และการสนับสนุนทางธุรกิจจากประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับกิจการเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน โดยให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสม
6. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาและจัดทำมาตรการทางกฎหมายรวมถึงกลไกถาวรสำหรับการป้องกันและรับมือกับมลพิษข้ามพรมแดน ครอบคลุมการติดตามตรวจสอบ การแจ้งเตือนล่วงหน้า การเปิดเผยข้อมูล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษตามหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย"
7. ขอให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่พบปะกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบด้วยตนเองโดยเร็วที่สุด เพื่อรับฟังเสียงของชุมชนอย่างตรงไปตรงมา และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งประชาชน
ภายหลังการแถลงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ได้มีการยื่นหนังสือเปิดผนึกให้กับ นางสาวมณีรัตน์ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา และนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.พรรคเพื่อไทย และ สส.พรรคกล้าธรรม เพื่อร่วมผลักดันปัญหาสารพิษจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป
จากนั้น นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เชิญตัวแทนผู้เกี่ยวข้องและชาวบ้านเข้าร่วมประชุมหารือถึงปัญหาดังกล่าว โดยมี พล.ต.ท. นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมเป็นประธาน ในการประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสารพิษจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน รวมถึงความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งในด้านความเป็นอยู่ สุขภาพ และมูลค่าความเสียหายด้านการท่องเที่ยว
ในระหว่างการประชุมได้มีการชูป้ายข้อความในลักษณะที่ไม่เหมาะสมว่า "รัฐบาลทำ...อะไรอยู่" ทำให้นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ต้องขอความร่วมมือให้นำป้ายดังกล่าวลง และขอให้เกียรติห้องประชุม พร้อมระบุว่าห้องประชุมแห่งนี้ให้บริการฟรี
ด้าน พล.ต.ท. นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอดและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากและยกให้เป็นวาระเร่งด่วนอันดับแรก ๆ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง
หลังจากนี้จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ อย่างแน่นอน แม้ในวันนี้รัฐมนตรีฯ จะติดภารกิจวันสิ่งแวดล้อมโลกที่กรุงเทพฯ แต่ได้ฝากความห่วงใยและกำลังใจมาถึงทุกคน
ข่าวล่าสุด