แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสถิติล่าสุดระบุว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้สั่งปรับเปลี่ยนเส้นทางและควบคุมเรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ไปแล้วถึง 125 ลำ นับตั้งแต่เริ่มประกาศมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือทั้งหมดของอิหร่านในช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่เหตุการณ์ยิงขีปนาวุธถล่มสนามบินนานาชาติคูเวตในรอบวันที่ผ่านมา มีรายงานยืนยันว่าส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกมากกว่า 60 คน
สหรัฐฯ ประกาศดีลหย่าศึกเลบานอน-อิสราเอล ย้ำเคารพข้อตกลงเดิม
มานูเอล ราพาโล ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เปิดเผยว่า ตัวแทนคณะทูตของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ในการเจรจาไตรภาคีรอบล่าสุด ประเทศอิสราเอลและเลบานอนได้บรรลุข้อตกลงในการลงนาม "คำมั่นสัญญาหยุดยิง" ร่วมกันเรียบร้อยแล้ว โดยข้อตกลงดังกล่าวระบุเงื่อนไขให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องยุติการยิงจรวดโจมตีดินแดนอิสราเอลทั้งหมด และต้องถอนกำลังพลรวมถึงยุทโธปกรณ์ทั้งหมดออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำลิตานี (Litani sector)
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการในครั้งนี้ไม่ใช่การทำสัญญาหยุดยิงฉบับใหม่ แต่เป็นการบังคับใช้และประกาศย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพต่อข้อตกลงหยุดยิงเดิมที่เคยทำไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (ซึ่งเป็นข้อตกลงขยายระยะเวลาหย่าศึกออกไป 45 วัน) โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการจัดตั้ง "เขตนำร่องความปลอดภัย" (Pilot Zones) ที่กำหนดให้กองทัพรัฐบาลเลบานอน (Lebanese Armed Forces) เข้ามามีอำนาจสิทธิ์ขาดในการควบคุมพื้นที่แต่เพียงผู้เดียว และห้ามไม่ให้มีกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง
ถึงกระนั้น นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงจากสถาบัน สติมสัน เซนเตอร์ (Stimson Center) ได้ออกมาแสดงความกังขาต่อความสำเร็จในครั้งนี้ โดยชี้ว่าในประวัติศาสตร์ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศไม่เคยถูกนำมาปฏิบัติจริงได้สำเร็จ และการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไม่ได้เข้าร่วมโต๊ะเจรจาในวอชิงตันโดยตรง ยิ่งทำให้ข้อตกลงนี้เปราะบาง เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าอิสราเอลจะยอมถอนทหารออกจากเลบานอนใต้จริง หรือจะยอมหยุดส่งเครื่องบินรบไปโจมตีแกนนำฮิซบอลเลาะห์ในอนาคต
ฮิซบอลเลาะห์เมินสัญญาวอชิงตัน ดักบึ้มรถถังอิสราเอลพังยับ 17 ครั้ง
ในเวลาเดียวกัน สถานการณ์ในสนามรบจริงทางตอนใต้ของเลบานอนยังคงดุเดือดและสวนทางกับภาพการเจรจาที่งดงาม โดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์แถลงว่าในรอบวันที่ผ่านมา ทางกลุ่มได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางทหารเข้าใส่กองทัพอิสราเอลแยกเป็น 17 เหตุการณ์ โดยมีการใช้ฝูงโดรนติดระเบิด ขีปนาวุธนำวิถี และปืนใหญ่ต่อสู้อย่างหนัก
พื้นที่ปะทะรุนแรงที่สุดอยู่บริเวณรอบปราสาทประวัติศาสตร์โบฟอร์ต และพื้นที่ฮัดดาธา ซึ่งนักรบฮิซบอลเลาะห์สามารถใช้โดรนและปืนใหญ่ยิงถล่มรถถังหลัก "เมอร์คาวา" (Merkava) ของอิสราเอลจนพังไป 2 คัน รวมถึงสามารถจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องโจมตียานเกราะของอิสราเอลจนส่งผลให้ทหารอิสราเอลต้องสั่งระงับการรุกคืบและล่าถอยหนีออกไป โดยมีเครื่องบินรบของอิสราเอลบินมาทิ้งระเบิดคุ้มกัน
ขณะเดียวกัน วอลล์สตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวระดับสูงจากทำเนียบขาวว่า ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเตือนเป็นการภายในไปยังกลุ่มที่ปรึกษาว่า ตัวเขาพร้อมที่จะสั่ง "ยกเลิกข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านทิ้งทันที" หากสืบทราบว่ามีทหารอเมริกันแม้แต่รายเดียวต้องเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านในคูเวตและบาห์เรน
เกาะติดสถานการณ์รอบด้านและปฏิกิริยาจากทั่วโลก