นายคริส กล่าวว่า นายชัชชาติ ไม่สามารถปฎิเสธการรับผิดชอบได้ เพราะเป็นผู้บริหารสูงสุด แต่กลับบอกว่าเจ้าหน้าที่ทำกันเอง จึงต้องถามว่าเพราะเงินที่จ่าย 4 โล เหมือนเป็นต้นทุนสัมปทาน ให้ทำมาหากินได้หรือไม่ และเรื่องดังกล่าวเกิดจริงหรือไม่ ขอให้ย้อนไปก่อนหน้านั้นเคยปรากฏข่าว เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2566 มีข้อความว่านายชัชชาติ ระบุรับไม่ได้กับการทุจริต และมีการเอ่ยชื่อบุคคล “ป” เช่นกัน จึงเกิดคำถามว่าเป็นคนเดียวกันกับผัง ในปี69 ที่มีชายปริศนา “ป ร.” ที่มีการเชื่อมโยงกับระบบอากง หรือไม่
รวมถึงกรณีที่นายชัชชาติ มีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายให้ผอ.เขต และผู้ตรวจ 16 คน ไปรับตำแหน่งภายในเวลาเพียง 9 วัน โดยไม่สนใจคำสั่งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (กพค.)ที่ให้แก้ไขกฎเกณฑ์ ถือเป็นการแทรกแซง โดยไม่สนใจคำสั่ง กพค.หรือไม่
“เมื่อนายชัชชาติ ถามหาหลักฐาน เราก็มีหลักฐานมาให้ดู และถามกลับว่า กล้ากำจัดระบบอากงออกจาก กทม.และทำตัวเองให้เป็นผู้ว่าฯขับเคลื่อนงานอย่างแท้จริง และผมเชื่อว่านายชัชชาติ มีโอกาสเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง จึงเรียกร้องให้กล้าประกาศจัดการระบบอากง ไม่มีการเก็บเงินส่งนาย หรือการทำมาหากินของ ผอ.เขต แต่สิ่งที่สงสัยนายชัชชาติ ยังเกรงใจระบบอากง เพราะ ผอ.เขต เป็นเครือข่ายที่จะมาจัดการเลือกตั้งหรือไม่ วันนี้เป็นเวลาที่เหมาะสม ที่จะถกเถียงว่าสิ่งที่ผมพูด และได้รับร้องเรียนมีจริงหรือไม่ และที่พูดไม่ได้พูดเพื่อหาเสียง แต่อยากให้ กทม.ดีขึ้น และผอ.เขตไหน ที่จะฟ้องผมให้มาเลย จะได้ดูหลักฐานกัน“ นายคริส กล่าว
เมื่อถามว่า ได้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้ายสมัยก่อนนายชัชชาติ หรือไม่ นายคริส กล่าวว่า เรามี ส.ก.ที่ให้ข้อมูล แต่เรื่องไม่ดังไม่ได้รับความสนใจ จนถึงช่วง 4 ปีหลังเริ่มหนักขึ้น จึงอยากให้แก้ไขตรงนี้ ในส่วนของพรรคเศรษฐกิจ อยากให้มีการแก้กฎหมายอาญา เรื่องการให้และรับ โดยระบุผู้ให้ไม่มีความผิดเพื่อจะได้ให้เบาะแสข้อมูล และแก้กฎหมาย ป.ป.ช.ในเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน โดยให้ ผอ.เขต ต้องแสดงและเปิดเผยรายละเอียดบัญชีทรัพย์สินด้วย
นอกจากนี้ข้อมูลส่วนหนึ่งจะส่งต่อให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ยื่นต่อ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบต่อไป
ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. พรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า หากได้รับเลือกไปเป็นผู้ว่าฯกทม. มีนโยบายที่จะเอาผิดเรื่องการทุจริตโดยตั้งคณะกรรมการสอบ เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด หากพบว่าผิดก็ต้องไล่ออก