โดยกลุ่มที่เกินเป้า มี 8 สมาคมกีฬา ได้แก่ เทควันโด, วินด์เซิร์ฟ, เรือใบ, กอล์ฟ, เทเบิลเทนนิส, ขี่ม้า, จักรยานและ ยิงเป้าบิน ส่วนกลุ่มที่ต่ำกว่าเป้า มีมากถึง 23 สมาคมกีฬา คือ กรีฑา, มวยสากล, บาสเกตบอล, เรือพาย, กาบัดดี้, ฟุตบอล, ยิงปืน, ยูยิตสู, ปีนหน้าผา, วูซู, ซอฟต์เทนนิส, สควอช, ยูโด, มวยปล้ำ, ว่ายน้ำ, ฟันดาบ, ลีลาศ, วอลเลย์บอล, รักบี้, เอ็กซ์ตรีม, แฮนด์บอล, คริกเก็ต และ คูราช
ซึ่งที่น่าผิดหวังที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดก็คือสมาคมกีฬากรีฑาฯ ที่ถูกมองว่าตัดสินใจผิดพลาดในการแข่งขันวิ่งระยะสั้น เมื่อให้ “ต้า” สรอรรถ ดาบบัง กับ “บิว” ภูริพล บุญสอน ยอมแพ้เพื่อเซฟร่างกายไว้แข่งประเภท 4x100 เมตรชายที่เป็นความหวังสูงสุด แต่สุดท้ายทีมวิ่งผลัดไทยก็ทำได้แค่อันดับ 4 พลาดเหรียญรางวัลอย่างน่าเสียดาย ซึ่งจากการวางแผน “ยอมแพ้” ในบางรายการแบบนี้ก็ทำให้แฟนกีฬาชาวไทยตำหนิอย่างหนัก แม้กระทั่ง พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ นายกสมาคมฯก็ยังรับไม่ได้ ถึงขั้นประกาศขอลาออกหลังจบการแข่งขันทันที
และจากการที่นักกีฬาไทยทำผลงานต่ำกว่าเป้าหมายรวมใน 2 มหกรรมกีฬาของปีนี้ ก็ทำให้แฟนกีฬาชาวไทยเริ่มมองว่า ในกีฬาบางชนิดที่ไม่มีพัฒนาการ หรือทำผลงานต่ำกว่าเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เรายังสมควรที่จะทุ่มงบประมาณสนับสนุนต่อไปหรือไม่ หรือควรจะนำเงินส่วนนี้โยกไปสนับสนุนชนิดกีฬาที่มีความหวังหรือมีพัฒนาการมากกว่า แต่มุมมองนี้ก็ยังมีเสียงคัดค้าน เพราะหากชนิดกีฬาใดไร้เงินสนับสนุน ก็แทบไม่มีโอกาสพัฒนาขึ้นมาได้ และจะยิ่งทำให้กีฬาชนิดนั้นๆเสื่อมความนิยมและขาดการพัฒนามากกว่าเดิมอีก
จึงเป็นการบ้านที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และการกีฬาแห่งประเทศไทย ต้องหันกลับมาพิจารณารวมกันว่า จะบริหารจัดการงบประมาณสนับสนุนวงการกีฬาไทยแบบไหนดี