เนชั่นทีวี

ข่าว

อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเดินหน้า! "นักวิชาการ" แนะเมื่อ "คนมีน้ำ ช้างต้องมีบ้าน" ชูแนวทางคนและช้างอยู่ร่วมกัน

10 ส.ค. 2569 | natthanan_chu

อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเดินหน้า! "นักวิชาการ" แนะเมื่อ "คนมีน้ำ ช้างต้องมีบ้าน" ชูแนวทางคนและช้างอยู่ร่วมกัน

อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเดินหน้า! "นักวิชาการ" แนะเมื่อ "คนมีน้ำ ช้างต้องมีบ้าน" ใช้สติปัญญาพัฒนาควบคู่สิ่งแวดล้อม ชูแนวทางคนและช้างอยู่ร่วมกัน

อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเดินหน้า! "นักวิชาการ" แนะเมื่อ "คนมีน้ำ ช้างต้องมีบ้าน" ใช้สติปัญญาพัฒนาควบคู่สิ่งแวดล้อม ชูแนวทางคนและช้างอยู่ร่วมกัน

KEY

POINTS

  • หนุนสร้างแก้แล้ง: สุชาติผลักดันอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 7,200 ล้าน ย้ำช่วยชาวสวนผลไม้และแก้ภัยแล้ง
  • มุมมองสมดุลชีวิต: นักวิชาการชี้ไทยต้องเลิกเลือกข้างระหว่างอนุรักษ์กับพัฒนา ชูแนวทางคนและช้างอยู่ร่วมกัน
  • ใช้นเทคโนโลยีจัดการ: เสนอใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีออกแบบระบบนิเวศให้คนมีน้ำ ช้างมีบ้าน
     

จากกรณี “สุชาติ ชมกลิ่น” เดินหน้าหนุนอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มูลค่า 7,200 ล้านบาท เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนภาคเกษตร แม้ถูกวิจารณ์กระทบป่าหลายพันไร่ โต้เสียงคัดค้าน ย้ำโครงการจำเป็นต่อชาวสวนผลไม้ ช่วยทั้งแก้แล้ง–น้ำท่วม และยืนยันไม่ได้มุ่งส่งน้ำให้ EEC เป็นหลัก ชี้ชาวบ้านในพื้นที่ยอมรับผลกระทบบางส่วนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม พร้อมเรียกร้องให้ใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงถกเถียง

 

 

 

10 สิงหาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ปม "อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด" ว่า

 

อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเดินหน้า! "นักวิชาการ" แนะเมื่อ "คนมีน้ำ ช้างต้องมีบ้าน" ชูแนวทางคนและช้างอยู่ร่วมกัน ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ แนะสมดุลชีวิต ชี้ไทยต้องเลิกเลือกข้างระหว่างอนุรักษ์กับพัฒนา ชูแนวทางคนและช้างอยู่ร่วมกัน

 

ถึงเวลาประเทศไทยเลิกเลือกข้างระหว่าง "การอนุรักษ์" กับ "การพัฒนา" แล้วใช้ "สติปัญญา" สร้าง "สมดุลให้ทุกชีวิต" 

 

ประเด็น “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” จังหวัดจันทบุรี กำลังพาเราเดินทางเข้าสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องอ่างเก็บน้ำ คำถามนั้นคือ ในวันที่ทรัพยากรธรรมชาติของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เราจะเลือกปกป้องชีวิตของคน หรือปกป้องชีวิตของสัตว์ป่า? หรือจริง ๆ แล้ว สังคมไทยควรเลิกตั้งคำถามแบบ “อย่างใดอย่างหนึ่ง” และหันมาตั้งคำถามใหม่ว่า เราจะทำอย่างไรให้ทั้งคนและสัตว์ป่าอยู่รอดไปด้วยกัน?

 

เพราะความจริงประการหนึ่งที่ไม่ควรถูกลืมก็คือ ชาวสวนจันทบุรีก็เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกัน พวกเขามีหัวใจ มีครอบครัว มีลูก มีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีหนี้สิน มีต้นทุนการผลิต และมีความหวังว่าเมื่อปลูกต้นไม้วันนี้ วันหนึ่งผลไม้ในสวนจะกลายเป็นรายได้สำหรับเลี้ยงครอบครัว

 

ชีวิตของชาวสวนไม่ได้แตกต่างจากชีวิตของสัตว์ป่าในสาระสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือ ทุกชีวิตต้องการ “ปัจจัยพื้นฐาน” เพื่อดำรงอยู่ สัตว์ป่าต้องการป่า ต้องการอาหาร ต้องการแหล่งน้ำ และต้องการถิ่นที่อยู่อาศัย มนุษย์ก็ต้องการน้ำ อาหาร ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ประกอบอาชีพ

 

ความแตกต่างมีเพียงว่า มนุษย์สามารถสร้างระบบบริหารจัดการขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างความต้องการเหล่านี้ได้ และนั่นคือเหตุผลที่มนุษย์สร้างรัฐ สร้างกฎหมาย สร้างนโยบายสาธารณะ และสร้างองค์ความรู้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อเลือกว่าชีวิตใดมีค่ามากกว่าอีกชีวิตหนึ่ง แต่เพื่อทำให้ ชีวิตที่แตกต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้

 

 

“น้ำ” ไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่คือความมั่นคงของชีวิต

 

สำหรับคนที่ไม่ได้ทำสวน น้ำอาจเป็นเพียงสิ่งที่เปิดก๊อกแล้วไหลออกมา แต่สำหรับชาวสวน น้ำคือ ต้นทุนของชีวิต ต้นไม้ผลที่ปลูกมาหลายปีไม่สามารถรอให้ฝนตกเมื่อไรก็ได้ การขาดน้ำไม่ได้หมายถึงเพียงผลผลิตลดลง แต่อาจหมายถึงรายได้ของครอบครัวที่หายไปทั้งฤดูกาล

 

หมายถึงค่าใช้จ่ายที่ยังคงอยู่ หมายถึงหนี้สินที่ยังต้องชำระ หมายถึงลูกที่ต้องเรียนหนังสือ หมายถึงพ่อแม่ที่ต้องดูแล และในบางครอบครัวอาจหมายถึงคำถามง่าย ๆ แต่เจ็บปวดที่สุดว่า “ปีนี้เราจะเอาเงินจากไหนมาใช้?” นี่คือมิติของ “มนุษย์” ที่บางครั้งการถกเถียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอาจเผลอมองข้าม

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้รูปแบบฝน ฤดูกาล และความแปรปรวนของน้ำมีความไม่แน่นอนมากขึ้น การบริหารจัดการน้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องของการสร้าง ความมั่นคงให้กับชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก

 

ข้อมูลของกรมชลประทาน ระบุว่า โครงการอ่างเก็นน้ำคลองวังโตนดมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ขณะที่ข้อมูลของกรมป่าไม้ระบุถึงพื้นที่เกษตรที่โครงการจะสนับสนุนประมาณ 87,700 ไร่ 

 

ดังนั้น การมองอ่างเก็บน้ำเพียงว่าเป็น “โครงการก่อสร้าง” จึงอาจแคบเกินไป ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งนี้คือ “โครงสร้างพื้นฐานเพื่อความมั่นคงของชีวิตชาวสวน” แต่การสร้างความมั่นคงให้คน ไม่ควรหมายถึงการทำลายความมั่นคงของสัตว์ป่า

 

อย่างไรก็ตาม การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเราควรเดินหน้าโดยไม่สนใจป่า ตรงกันข้าม ยิ่งจะเดินหน้า ยิ่งต้องมีสติ เพราะพื้นที่โครงการเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าและระบบนิเวศที่เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่า

 

ฝ่ายอนุรักษ์เองได้ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อข้อมูลและมาตรการในรายงาน EHIA ของโครงการ ข้อกังวลเหล่านี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็น “อุปสรรคต่อการพัฒนา” แต่ควรถูกมองว่าเป็น “กลไกตรวจสอบคุณภาพของการพัฒนา”

 

นี่คือจุดที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามความคิดแบบสองขั้ว ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “ต้องสร้างอ่าง เพราะคนต้องใช้น้ำ” อีกฝ่ายบอกว่า “ห้ามสร้าง เพราะสัตว์ป่าต้องมีบ้าน”

 

ถ้าเราหยุดอยู่เพียงสองประโยคนี้ สังคมจะไม่มีวันเดินหน้า เพราะไม่ว่าฝ่ายใดชนะ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องเป็นผู้แพ้ และในระยะยาว ประเทศก็อาจเป็นผู้แพ้ทั้งคู่

ดังนั้น อย่าดูแคลนสติปัญญาของมนุษย์ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของยุคสมัยปัจจุบันก็คือ เราไม่จำเป็นต้องยอมรับว่า “ถ้าจะทำอย่างหนึ่ง ก็ต้องเสียอีกอย่างหนึ่งเสมอไป” มนุษย์มีเทคโนโลยี มีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ มีภาพถ่ายดาวเทียม มีระบบติดตามสัตว์ป่า มี GPS มีระบบเตือนภัย มี AI มีการฟื้นฟูป่า มีการสร้างแหล่งอาหารและแหล่งน้ำ มีการออกแบบทางเชื่อมสัตว์ป่า มีระบบเฝ้าระวังการเคลื่อนที่ของช้าง และมีองค์ความรู้ทางนิเวศวิทยาที่ก้าวหน้าไปอย่างมาก

 

 

คำถามจึงไม่ควรเป็นว่า “จะสร้างอ่างหรือจะรักษาช้าง?” 

แต่ควรถามว่า “ถ้าประเทศไทยตัดสินใจสร้างอ่าง เราจะออกแบบระบบนิเวศและระบบบริหารจัดการอย่างไรให้ช้างยังมีบ้าน คนยังมีน้ำ และความเสียหายต่อธรรมชาติลดลงมากที่สุด?”

 

 

นี่ต่างหากคือโจทย์ของรัฐสมัยใหม่ 

“น้ำได้ ป่าอยู่ ช้างอยู่” ไม่ควรเป็นเพียงคำขวัญ ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐเองเคยเสนอแนวคิดว่า การดำเนินโครงการควรทำให้เกิดหลัก “น้ำได้ ป่าอยู่ ช้างอยู่” ซึ่งสะท้อนว่าการจัดการโครงการไม่ควรมองเพียงมิติของน้ำหรือการก่อสร้างเท่านั้น แต่ต้องบูรณาการเรื่องป่าและสัตว์ป่าไปพร้อมกัน 

 

แต่คำถามสำคัญคือ เราจะทำให้คำนี้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร? ตรงนี้ต่างหากที่ต้องการ “รัฐที่มีความสามารถ” หากสัตว์ป่าบางส่วนจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่โครงการ รัฐไม่ควรคิดเพียงว่า “ย้ายออกไปแล้วจบ” แต่ต้องคิดต่อไปอีกว่า ย้ายไปที่ไหน? พื้นที่นั้นมีอาหารเพียงพอหรือไม่? มีแหล่งน้ำหรือไม่? มีพื้นที่หากินเพียงพอหรือไม่? จะเกิดความขัดแย้งกับชุมชนใหม่หรือไม่? มีเส้นทางเคลื่อนที่ของสัตว์ป่าหรือไม่? จะติดตามสัตว์แต่ละตัวอย่างไร? และหากเกิดปัญหาคนกับช้าง จะมีระบบจัดการอย่างไร?

 

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การออกแบบอนาคต” ไม่ใช่เพียง “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” เพราะ “การย้ายช้าง” ไม่ใช่การย้ายวัตถุ แต่คือการย้ายชีวิต

 

ตรงนี้จำเป็นต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ควรคิดว่าแค่บอกว่า “ช้างต้องอยู่ป่า” แล้วปัญหาจะจบ แต่ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรคิดว่าช้างเป็นเพียงสิ่งของที่เคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ง่าย ๆ สัตว์ป่ามีพฤติกรรม มีอาณาเขต มีความคุ้นเคยกับพื้นที่ มีแหล่งอาหาร และมีโครงสร้างทางสังคม ดังนั้น การจัดการสัตว์ป่าจึงต้องใช้วิทยาศาสตร์จริง ๆ และต้องใช้ข้อมูลจริง ๆ ต้องมีการติดตามก่อน ระหว่าง และหลังการดำเนินโครงการ ต้องมีตัวชี้วัดว่า “ช้างอยู่ได้จริงหรือไม่” ไม่ใช่เพียง “เราได้ย้ายช้างแล้ว” เช่นเดียวกับการดูแลชาวสวน ต้องไม่ใช่เพียงบอกว่า “เราสร้างอ่างแล้ว” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “ชาวสวนมีน้ำใช้จริงหรือไม่?” นี่คือมาตรฐานเดียวกันของนโยบายสาธารณะที่ดี

 

 

อย่าให้ “คน” และ “สัตว์” กลายเป็นศัตรูกัน

บางครั้งการถกเถียงเรื่องสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยถูกทำให้กลายเป็นสงครามทางความคิด ฝ่ายหนึ่งรักสัตว์ป่า อีกฝ่ายรักชาวบ้าน ฝ่ายหนึ่งถูกมองว่าเป็น “นักอนุรักษ์” อีกฝ่ายถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายพัฒนา” จนท้ายที่สุด คนกับสัตว์ป่ากลายเป็นคู่ตรงข้ามกันโดยไม่จำเป็น

 

ทั้งที่ในความเป็นจริง คนก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ และเกษตรกรก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจอาหารของประเทศ ถ้าชาวสวนจันทบุรีไม่มีน้ำ ต้นไม้ไม่ออกผล ผลผลิตลดลง รายได้ลดลง เศรษฐกิจชุมชนได้รับผลกระทบ ห่วงโซ่อุปทานก็ได้รับผลกระทบ และท้ายที่สุดผู้บริโภคในเมืองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

ดังนั้น การสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคเกษตรจึงไม่ใช่เรื่องของ “ชาวสวนจันทบุรีเท่านั้น” แต่เป็นส่วนหนึ่งของ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอาหารของประเทศ

 

 

ประเทศไทยไม่ควรเลือก “สุดโต่ง” แต่ต้องเลือก “สมดุล”

ในโลกที่ผันผวนมากขึ้น เราไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมได้ตลอดไป แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำลายทุกสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ในทางตรงกันข้าม ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็ว เรายิ่งต้องตัดสินใจอย่างมีสติ

 

โครงการที่จำเป็นก็ต้องเดินหน้า แต่ต้องเดินหน้าด้วยข้อมูล เดินหน้าด้วยเทคโนโลยี เดินหน้าด้วยมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เดินหน้าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน เดินหน้าด้วยการติดตามผล และที่สำคัญที่สุด ต้องมีระบบรับผิดชอบเมื่อสิ่งที่คาดการณ์ไว้ไม่เป็นไปตามความจริง เพราะการพัฒนาที่ดีไม่ใช่การบอกว่า “เราทำถูกแล้ว” ตั้งแต่วันแรก แต่คือการสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบได้ว่า ถ้าผิด เราจะแก้อย่างไรนั่นเอง

 

 

อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเดินหน้า! "นักวิชาการ" แนะเมื่อ "คนมีน้ำ ช้างต้องมีบ้าน" ชูแนวทางคนและช้างอยู่ร่วมกัน

 

“ความสมดุลของชีวิต” ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสัจธรรม

ท้ายที่สุด เรื่องวังโตนดอาจไม่ใช่เพียงเรื่องอ่างเก็บน้ำ แต่เป็นบททดสอบว่า ประเทศไทยในอนาคตจะบริหารความขัดแย้งระหว่างคนกับธรรมชาติอย่างไร เราจะยังติดอยู่กับคำถามว่า “เอาคนหรือเอาช้าง?” หรือจะก้าวไปสู่คำถามที่ฉลาดกว่าว่า “ทำอย่างไรให้คนและช้างมีอนาคตร่วมกัน?”

 

ชาวสวนจันทบุรีและระยองควรมีแหล่งน้ำที่มั่นคงเพียงพอสำหรับการประกอบอาชีพ ลูกหลานของพวกเขาควรมีโอกาสเติบโตโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าสวนที่ครอบครัวสร้างมาทั้งชีวิตจะล่มสลายเพราะขาดน้ำ ขณะเดียวกัน ช้างและสัตว์ป่าก็ควรมีพื้นที่อยู่อาศัย มีอาหาร มีน้ำ และมีระบบนิเวศที่สามารถดำรงชีวิตได้

 

สองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน และประเทศไทยไม่ควรดูแคลนความสามารถของตัวเองว่าเราทำไม่ได้ เพราะถ้ามนุษย์สามารถส่งยานไปสำรวจดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลออกไปได้ เราก็น่าจะสามารถออกแบบพื้นที่หนึ่งแห่งบนผืนแผ่นดินไทย ให้มีทั้งอ่างเก็บน้ำ มีสวนผลไม้ มีป่า มีสัตว์ป่า และมีชุมชนมนุษย์ อยู่ร่วมกันอย่างมีระบบได้

 

สิ่งนี้อาจไม่ง่าย แต่ความยากไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดใช้สติปัญญา ตรงกันข้าม ความยากคือเหตุผลที่เราต้องใช้สติปัญญาให้มากขึ้น เพราะการอนุรักษ์ที่มองไม่เห็นคน อาจทำร้ายคน และการพัฒนาที่มองไม่เห็นธรรมชาติ อาจทำร้ายคนในอนาคตได้เช่นกัน

 

นักอนุรักษ์ไม่ควรมองเห็นแต่สัตว์จนมองไม่เห็นมนุษย์ ขณะเดียวกัน นักพัฒนาก็ไม่ควรมองเห็นแต่มนุษย์จนมองไม่เห็นธรรมชาติ

 

 

สิ่งที่ประเทศไทยต้องการจึงไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายหนึ่งเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง แต่คือ ชัยชนะของ “ปัญญา” เหนือ “ความสุดโต่ง”

วังโตนดจึงควรเป็นมากกว่าอ่างเก็บน้ำ ควรเป็นบทพิสูจน์ว่า ประเทศไทยสามารถพัฒนาโดยไม่ทอดทิ้งธรรมชาติ และสามารถอนุรักษ์ธรรมชาติโดยไม่ทอดทิ้งคนได้หรือไม่ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว คนก็มีบ้านที่ต้องรักษา ช้างก็มีป่าที่ต้องรักษา และภารกิจของรัฐสมัยใหม่ไม่ใช่การเลือกว่าจะรักษาบ้านของใคร แต่คือการใช้ความรู้ เทคโนโลยี และสติปัญญา ทำให้ทั้งสองฝ่ายยังมีที่ยืนในอนาคต

 

นี่ต่างหากคือความหมายทางนโยบายสาธารณะของคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” และนี่คือเหตุผลว่า “ความสมดุลของชีวิต ไม่ใช่ทางเลือก” แต่เป็น สัจธรรมที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมได้อย่างไร


 

ข่าวล่าสุด