“สรรเพชญ” นำคมนาคม ร่วมงาน InnoTrans 2026 หารือยกระดับระบบรางไทย
24 ก.ย. 2569 | prisana_tha

“สรรเพชญ” นำคมนาคม ร่วมงาน InnoTrans 2026 หารือยกระดับระบบรางไทย สร้างรายได้ใหม่ พร้อมหารือ Siemens Mobility แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี-AI รองรับรถไฟทางคู่
ข่าว
24 ก.ย. 2569 | prisana_tha

“สรรเพชญ” นำคมนาคม ร่วมงาน InnoTrans 2026 หารือยกระดับระบบรางไทย สร้างรายได้ใหม่ พร้อมหารือ Siemens Mobility แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี-AI รองรับรถไฟทางคู่
KEY
POINTS
24 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายทยากร จันทรางศุ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมงาน InnoTrans 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการ Messe Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
โดยคณะได้เยี่ยมชม Japanese Pavilion บูธของหน่วยงาน และผู้ประกอบการระบบรางชั้นนำของญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเทคโนโลยี รูปแบบการบริหารจัดการ และแสวงหาโอกาสความร่วมมือที่สามารถนำมาต่อยอดการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย โดยการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในการเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคเอกชนของญี่ปุ่น เพื่อนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจระบบรางมาปรับใช้กับการพัฒนารถไฟไทย เพื่อสร้างรายได้จากทรัพย์สินของการรถไฟฯ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
รวมทั้ง คณะผู้แทนไทย ได้เยี่ยมชมบูธองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JICA ซึ่งมีประสบการณ์สนับสนุนโครงการระบบรางในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมหารือแนวทางสนับสนุนการศึกษารูปแบบการบำรุงรักษารถไฟชานเมืองสายสีแดง เพื่อเพิ่มความพร้อมใช้งานและความปลอดภัยของระบบ ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และวางรากฐานการพัฒนาบุคลากรด้านการซ่อมบำรุงของไทยให้สามารถบริหารจัดการระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้น คณะได้เยี่ยมชมบูธ Tokyo Metro ซึ่งมีประสบการณ์สนับสนุนการพัฒนาแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือ M-MAP พร้อมศึกษานวัตกรรมตรวจวัดความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถแบบเรียลไทม์ โดยใช้กล้องตรวจจับมิติร่วมกับระบบ AI ประมวลผลและส่งข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันและจอแสดงผลภายในสถานี เทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยให้ผู้โดยสารทราบความหนาแน่นของแต่ละตู้ สามารถเลือกจุดขึ้นรถและวางแผนการเดินทางได้สะดวกขึ้น ขณะที่ผู้ให้บริการสามารถนำข้อมูลไปบริหารขบวนรถ กระจายผู้โดยสาร ลดความแออัด และยกระดับคุณภาพการให้บริการได้อย่างตรงจุด
ในส่วนของบูธ Hitachi คณะได้ศึกษานวัตกรรมระบบรางอย่างครบวงจร ทั้งระบบสถานีไฟฟ้าย่อย ระบบราง ขบวนรถไฟ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ พร้อมหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ Hitachi จากประสบการณ์ความร่วมมือที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ไปสู่ความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการบำรุงรักษาระบบรางของไทยในอนาคต พร้อมกันนี้ คณะได้เยี่ยมชมขบวนรถไฟที่ Hitachi นำมาจัดแสดงภายในงานด้วย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง คือ การศึกษารูปแบบการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน หรือ TOD จาก Hankyu Corporation ผู้ประกอบการรถไฟเอกชนและผู้พัฒนาพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนาสถานีรถไฟควบคู่กับที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่สาธารณะ โดยรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจรถไฟประมาณ 17% และธุรกิจนอกระบบรางประมาณ 83%
คณะยังได้เยี่ยมชมบูธ East Japan Railway Company หรือ JR East ซึ่งเป็นทั้งผู้พัฒนาและผู้ให้บริการเดินรถไฟรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดย JR East แสดงความสนใจร่วมศึกษาหรือแสวงหาแนวทางความร่วมมือกับบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อนำประสบการณ์ด้านการเดินรถ การบริหารสถานี และการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีมาต่อยอดพื้นที่ศักยภาพของการรถไฟฯ ในประเทศไทย
หนึ่งในพื้นที่ที่ได้มีการพูดคุย คือโครงการพัฒนาย่านสถานีรถไฟธนบุรีสู่ “เมืองแห่งการแพทย์” หรือ Medical District บนพื้นที่ของการรถไฟฯ รวมประมาณ 148 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช โดยมีแนวคิดพัฒนาระยะแรกประมาณ 22 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและบริการสุขภาพครบวงจร ประกอบด้วยศูนย์สนับสนุนการแพทย์ ที่พักบุคลากรทางการแพทย์ ที่พักผู้ป่วยพักฟื้นและญาติ พื้นที่วิจัยและนวัตกรรมสุขภาพ พื้นที่สีเขียวเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ และพื้นที่บริการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางการแพทย์ ซึ่งนายสรรเพชญเคยลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาโครงการดังกล่าวมาแล้ว
นายสรรเพชญ กล่าวว่า เป้าหมายของการเข้าร่วมงาน InnoTrans 2026 คือ การนำองค์ความรู้และโอกาสความร่วมมือกลับมาสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะการลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานการบำรุงรักษาระบบราง การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพบริการประชาชน และการปลดล็อกศักยภาพที่ดินของการรถไฟฯ ให้สามารถสร้างรายได้และพัฒนาเมืองควบคู่กันไป
“พื้นที่ของการรถไฟฯ หลายแห่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ หากเราสามารถพัฒนาให้เชื่อมโยงกับระบบขนส่ง ที่อยู่อาศัย การแพทย์ การค้า และบริการสาธารณะ จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร สร้างรายได้ใหม่ให้กิจการรถไฟ และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มที่ หลังจากนี้จะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผลจากการหารือไปศึกษาต่อยอดให้เกิดความร่วมมือและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศไทยต่อไป” นายสรรเพชญกล่าว
จากนั้นในวันที่ 23 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ พร้อมคณะผู้แทนไทย เข้าหารือกับนายไมเคิล ปีเตอร์ (Michael Peter) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ Siemens Mobility นายมิเชล โอบาเดีย (Michel Obadia) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Siemens Mobility ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสิงคโปร์ และนายอาร์มิน โรโซชา (Armin Rosocha) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Siemens Mobility ประเทศไทย ระหว่างการเข้าร่วมงาน InnoTrans 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการ Messe Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
การหารือครอบคลุมความก้าวหน้าการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ของประเทศไทย และแนวทางยกระดับระบบควบคุมการเดินรถและระบบอาณัติสัญญาณของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อรองรับจำนวนขบวนรถที่เพิ่มขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทาง และยกระดับความปลอดภัยในการเดินรถ ในโอกาสนี้ Siemens Mobility ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบอาณัติสัญญาณสมัยใหม่ การเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ภาคสนามเข้าสู่ศูนย์ควบคุม การบริหารระบบผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนการใช้ Cloud และ Data Center เพื่อรวบรวมและประมวลผลข้อมูลจากหลายระบบ ช่วยให้สามารถติดตามสถานะ วางแผนการเดินรถ และบริหารจัดการโครงข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การหารือครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองและรับฟังทางเลือกด้านเทคโนโลยีจากผู้ประกอบการระบบรางระดับโลก เพื่อนำข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้รับมาประกอบการศึกษาและวางแนวทางพัฒนาระบบรางของประเทศไทยในอนาคต ให้สอดคล้องกับการขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่และความต้องการของการรถไฟแห่งประเทศไทย
ภายหลังการหารือ นายสรรเพชญ และคณะ ได้เยี่ยมชมบูธ Siemens Mobility ซึ่งนำเสนอการประยุกต์ใช้ AI เชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของระบบรถไฟ ทั้งขบวนรถ ระบบอาณัติสัญญาณ การควบคุมการเดินรถ การซ่อมบำรุง และข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสาร เพื่อช่วยวิเคราะห์สถานการณ์และสนับสนุนการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
ด้านการซ่อมบำรุง Siemens Mobility ได้นำเสนอระบบ Railigent X ซึ่งรวบรวมข้อมูลการทำงานและสภาพของอุปกรณ์จากเซนเซอร์และระบบตรวจวัด ก่อนใช้ AI วิเคราะห์ความผิดปกติและแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าอุปกรณ์ใดมีแนวโน้มเกิดปัญหา ควรเข้าซ่อมเมื่อใด และต้องเตรียมหรือสั่งอะไหล่ชนิดใด ช่วยลดระยะเวลาที่ขบวนรถต้องหยุดให้บริการ เพิ่มความพร้อมใช้งาน และลดต้นทุนการซ่อมบำรุงตลอดอายุการใช้งาน ขณะเดียวกัน AI ยังถูกนำมาใช้สนับสนุนการบริหารการเดินรถและการวางแผนการเดินทาง เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง เช่น ขบวนรถเสียหรือเส้นทางไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ระบบสามารถนำข้อมูลขบวนรถ ตารางเดินรถ โครงข่าย และรูปแบบการขนส่งอื่นมาวิเคราะห์ เพื่อเสนอแนวทางปรับแผนการเดินรถ จัดเส้นทางทดแทน หรือแนะนำทางเลือกในการเดินทางต่อเนื่องแก่ผู้โดยสาร พร้อมช่วยให้ผู้ควบคุมระบบแจ้งข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นและลดผลกระทบจากเหตุขัดข้อง
นอกจากนี้ คณะยังได้ชมการจัดทำระบบ Cloud และ Data Center เพื่อรวบรวมข้อมูลจากหลายระบบไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ข้อมูลด้านการเดินรถ การซ่อมบำรุง และการให้บริการผู้โดยสารสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกันได้ พร้อมรองรับการขยายระบบ การสำรองข้อมูล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนารถไฟทางคู่ต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับระบบอาณัติสัญญาณ การบริหารการเดินรถ และการซ่อมบำรุง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปสามารถรองรับการเดินรถได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน
“เทคโนโลยี AI สามารถเข้ามาช่วยได้ตลอดทั้งระบบ ตั้งแต่การป้องกันเหตุขัดข้อง การวางแผนซ่อมและจัดหาอะไหล่ ไปจนถึงการดูแลผู้โดยสารเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกส่วนเข้าด้วยกันได้ จะช่วยให้หน่วยงานบริหารสถานการณ์ได้รวดเร็ว ลดผลกระทบต่อการเดินทาง และทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ปลอดภัย ตรงเวลา และเชื่อถือได้มากขึ้น” นายสรรเพชญกล่าว