เนชั่นทีวี

ข่าว

"รมว.สุชาติ" มอบกรมลดโลกร้อน กางแผนรับมือ "เอลนีโญ" จากภาวะโลกเดือด

10 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

"รมว.สุชาติ" มอบกรมลดโลกร้อน กางแผนรับมือ "เอลนีโญ" จากภาวะโลกเดือด

กรมโลกร้อนเดินหน้าแผน NAP รับมือวิกฤตเอลนีโญ หลังไทยเผชิญภาวะโลกเดือด รัฐเร่งวางโครงสร้างจัดการน้ำและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน

10 มิถุนายน 2569 วิกฤต โลกเดือด กำลังกดดันประเทศไทยอย่างหนัก นายสุรชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. สั่งการเร่งเครื่องแผนรับมือ เอลนีโญ เพื่อป้องกันภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ที่อาจกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน พร้อมยกระดับ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศอย่างยั่งยืน โดยมี กรมโลกร้อน เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก รับมือกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น


จากข้อมูลล่าสุดของ กรมอุตุนิยมวิทยา แม้ปัจจุบันสภาวะแปรปรวนของกระแสน้ำ และชั้นบรรยากาศ (ENSO) จะอยู่ในสถานะเป็นกลาง แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มีสัญญาณชัดเจนว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณฝนโดยรวมน้อยกว่าปกติ และอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นกว่าปกติ ประมาณ 1.3-2.2 องศาเซลเซียส โดยเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2569 – เดือนมกราคม พ.ศ. 2570 คาดว่าสภาวะเอลนีโญจะมีความรุนแรงมากที่สุด


แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลการประเมิน จากแบบจำลองพยากรณ์ของ European Centre for Medium-Range Weather Forecasts (ECMWF) ซึ่งระบุว่า มีโอกาสสูงมากที่โลกจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 และคาดการณ์ว่าเอลนีโญจะคงอยู่ต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี พ.ศ. 2569 และต่อเนื่องถึงช่วงต้นปี พ.ศ. 2570 และสอดคล้องกับข้อมูลจากแบบจำลองการคาดการณ์ภูมิอากาศระยะยาว ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่า ปริมาณฝนของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 – 2571 มีแนวโน้มลดลง

ความเสี่ยงและผลกระทบจากปรากฏการณ์ดังกล่าว ได้แก่ การขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ (ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ภาคเมือง) ผลกระทบจากความแห้งแล้งเป็นตัวเร่งโอกาสของการเกิดไฟป่าที่มีความรุนแรงมากขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้น มีผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และกระทบต่อการเกิดปะการังฟอกขาวที่ผ่านมา รมว.สุชาติ จึวได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ทส. ดำเนินการเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ดังนี้ 

 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)



1.การรับมือภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง โดยกรมทรัพยากรน้ำได้ระดมเครื่องจักรกล ทั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ รถขุด และเรือดูดโคลน ให้พร้อมสแตนด์บายใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ด้านกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เปิดจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนแล้วถึง 157 แห่ง ใน 42 จังหวัด พร้อมจัดตั้งศูนย์ผลิตน้ำสะอาดรวม 139 จุด และจุดสูบน้ำช่วยเหลืออีก 245 จุดทั่วประเทศ


2.การรับมือฝุ่นควันและไฟป่า โดยกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ประจำปี 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตั้งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ในป่าอย่างจริงจัง มีการจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ติดตั้งอุปกรณ์ตักน้ำ (Bucket) พร้อมขึ้นบินดับไฟป่าทางอากาศทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมทั้งการสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้แก่อาสาสมัครภาคประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความเสี่ยงสูง

3.การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เตรียมบังคับใช้กฎหมายคุมการท่องเที่ยวทางทะเล หลังสถานการณ์ทะเลไทยเข้าสู่ภาวะเสี่ยงวิกฤตจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศ การเสริมความแข็งแรงให้ปะการังและหญ้าทะเลสามารถฟื้นตัวได้เอง ควบคู่กับการกำหนดแนวทางอนุรักษ์สัตว์ทะเลร่วมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและปรับตัว



4.การพัฒนาศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ทั้งข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจก ข้อมูลความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศในระยะยาว รวมถึงการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA)

 

"รมว.สุชาติ" มอบกรมลดโลกร้อน กางแผนรับมือ "เอลนีโญ" จากภาวะโลกเดือด

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับ ‘เอลนีโญ’ ใน 6 สาขาความเสี่ยงภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ

 

1. การจัดการทรัพยากรน้ำ (เทคโนโลยีดิจิทัล) นำเทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว ที่มีความละเอียดสูง มาใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการน้ำ การเพิ่มจำนวนสถานีตรวจวัดอากาศให้ครอบคลุมทั่วประเทศ การจัดทำแผนสำรองน้ำในพื้นที่เสี่ยง การพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Banking) และการเติมน้ำกลับสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ (MAR) 


2. เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (มุ่งสู่ "เกษตรอัจฉริยะ") แปรเปลี่ยนการตั้งรับไปสู่ "การปรับตัวเชิงรุก" (Anticipatory Adaptation) โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมมาใช้ เช่น แพลตฟอร์ม "เช็กแล้ง" เพื่อให้เกษตรกรสามารถประเมินความต้องการใช้น้ำ สุขภาพพืชและคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้าในระดับแปลงเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ


3. การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่น (Climate Resilient Tourism) เตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนน้ำในเมืองท่องเที่ยวและเกาะต่างๆ ควบคู่ไปกับการปรับตัวทางธุรกิจ เช่น การพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่ลดการพึ่งพิงสภาพอากาศ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิในแหล่งท่องเที่ยว การปรับช่วงเวลาของกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และการจัดบริการด้านสุขภาพและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว การจัดจุดบริการน้ำดื่มที่ทั่วถึง เป็นต้น


4. สาธารณสุข (ปกป้องกลุ่มเปราะบาง) สภาพอากาศที่ร้อนจัดเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมร้อน (Heat Stroke) ควรมีการพัฒนาดัชนีความร้อน (Heat Index) ความละเอียดสูง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้ารายพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก เกษตรกร ผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง


5. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (หยุดวิกฤตไฟป่าและปะการังฟอกขาว) เน้นการใช้ระบบดาวเทียมติดตามจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อเฝ้าระวังไฟป่าในป่าอนุรักษ์อย่างเข้มงวด ฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำด้วยแนวทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลและสัตว์ทะเลหายาก อย่างใกล้ชิด


6. การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (เมืองยืดหยุ่น สถาปัตยกรรมปรับตัว) ส่งเสริมการวางผังเมืองและออกแบบอาคารที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate-Adaptive Design) พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบหลายภัย (Multi-Hazard Early Warning System: MHEW) เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

 

"รมว.สุชาติ" มอบกรมลดโลกร้อน กางแผนรับมือ "เอลนีโญ" จากภาวะโลกเดือด

 

วิกฤตเอลนีโญในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาภัยแล้งตามฤดูกาลที่ผ่านมาแล้วผ่านไป หากแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ ที่บีบให้ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศ การขับเคลื่อนนโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า "การลงทุนเพื่อปรับตัวในวันนี้ คือการปกป้องอนาคตของชาติ" ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล การบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน และความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเปลี่ยนจากสภาวะที่เปราะบางไปสู่การเป็นประเทศที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) อย่างยั่งยืน