"จุติ" จี้ติดเขี้ยวเล็บกฎหมาย ชี้คดีโกงใช้เวลา 13 เดือน แต่โจรใช้ 5 นาทีกดปุ่มย้ายเงินหนี
ในช่วงการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ได้ขึ้นอภิปรายว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังตามหลังต่างประเทศอีกเยอะ หากเปรียบเทียบคือ เรามีสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าใหม่และฉีดสเตียรอยด์ ถ้าตลาดขาดธรรมาภิบาลจะไปไม่รอด สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือการทำความทันสมัยให้เกิดขึ้น และปราบปรามการทุจริตในตลาดทุนไปในเวลาเดียวกัน
นายจุติ ไกรฤกษ์
ทั้งนี้ ในตลาดทุนปัจจุบันสามารถระดมทุนได้สูงถึง 6 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณแผ่นดินต่อปีของรัฐบาล ขณะที่จีดีพี (GDP) ของประเทศมี 16 ล้านล้านบาท แต่หุ้นกู้สะสมในตลาดทุนที่ ก.ล.ต. กำกับดูแลอยู่นั้นมีมูลค่าสูงถึง 18 ล้านล้านบาท ดังนั้น หากใช้พลังแก้ไขให้การกำกับตลาดทุนโดย ก.ล.ต. ดีขึ้นและมีธรรมาภิบาล จะสามารถสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศมหาศาล รัฐบาลไม่ต้องขาดดุลปีละ 7 แสนล้านบาท แต่สามารถใช้ตลาดทุนสร้างงาน สร้างอาชีพใหม่ และพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไปได้อย่างดี
“วันนี้สิ่งที่ ก.ล.ต. ขาดคือการใส่ธรรมาภิบาลในทุกจุดของร่าง พ.ร.บ. เพื่อตามโจรให้ทัน ทั้งนี้ ธรรมาภิบาลคือสิ่งขับเคลื่อนตลาดทุน ไม่ใช่สินค้าใหม่ ไม่ใช่ตลาดใหม่ และธรรมาภิบาลไม่ใช่ดัชนีสมมติ แต่สามารถอ่านค่าเป็นต้นทุนการเงินที่แท้จริงได้ และธรรมาภิบาลไม่ใช่จริยธรรม แต่มีความจำเป็นและสำคัญต่อกฎหมาย ดังนั้น สิ่งที่ปรับปรุงในร่างกฎหมายคือการติดอาวุธให้ ก.ล.ต. สร้างธรรมาภิบาลและอำนาจทางกฎหมายให้ทุกจุดที่สามารถทำได้ ควรตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณากรณีที่สร้างความเสียหายมูลค่าสูงมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก นอกจากนั้น ต้องทำกฎหมายติดเขี้ยวเล็บให้ ป.ป.ช. ธปท. ปปง. เพื่อให้การบังคับใช้ที่เด็ดขาด ไม่ใช่แค่โทษปรับเท่านั้น และปราบปรามผู้ทุจริตต่อนักลงทุนได้รวดเร็ว ทั้งนี้ ในคดีที่เกี่ยวข้องพบว่าใช้เวลาเร็วสุด 13 เดือนถึงจะนำตัวคนผิดขึ้นศาลได้ แต่โลกเทคโนโลยีดิจิทัลใช้เวลาแค่ 5 นาที โจรก็กดปุ่มย้ายสินทรัพย์ไปต่างประเทศแล้ว” นายจุติ กล่าว
เลขาฯ ก.ล.ต. ยันไม่ใช่การออกสินทรัพย์ประเภทใหม่ มุ่งลดต้นทุนช่วยรายย่อย-เอสเอ็มอี
ด้าน นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ขึ้นชี้แจงว่า ร่างกฎหมายที่เสนอต่อสภาฯ มีหลักการและสาระสำคัญเพื่อปรับปรุงกฎหมายหลักทรัพย์ให้รองรับการออกและการทำธุรกรรมเกี่ยวกับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสมบูรณ์ และนอกเหนือจากประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ตนขอให้ความมั่นใจว่า ประโยชน์ของร่างกฎหมายจะตกถึงประชาชน รวมถึงผู้ระดมทุนทุกขนาด โดยเฉพาะขนาดเล็ก เอสเอ็มอี (SME) และประชาชนที่เข้าถึงตลาดทุนไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล
สาระสำคัญของร่างกฎหมายกำหนดให้หลักทรัพย์บางประเภทสามารถออกได้โดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ โดย ก.ล.ต. จะประกาศกำหนดประเภท ซึ่งจะพิจารณาจากความพร้อมของผู้มีส่วนได้เสีย และเปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนการออกกฎหมายระดับรองและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป ดังนั้น ประเด็นความปลอดภัยและความรู้ของผู้ที่เกี่ยวข้อง จะถูกกำหนดในกฎหมายระดับรองเพิ่มเติม การที่ระดับกฎหมายแม่ไม่ได้กำหนดรายละเอียดล็อกไว้ เพื่อให้การแก้ไขสอดคล้องกับบริบทของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปทำได้ง่าย โดยระยะแรกอาจพิจารณาจากหลักทรัพย์ที่มีความพร้อมและลักษณะที่เหมาะสมก่อน เช่น ตราสารหนี้ ซึ่งจะนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงของประชาชนในวงกว้าง
“ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่การสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใหม่ แต่ทำให้หลักทรัพย์ตามกฎหมายหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือหน่วยลงทุน สามารถออกหรือทำธุรกรรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยอยู่ภายใต้การกำกับของกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดทุน ส่วนที่มีการอภิปรายถึงการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ผ่านการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ดิฉันในฐานะเลขาฯ ก.ล.ต. ขอให้คำมั่นว่า ก.ล.ต. เห็นเรื่องดังกล่าวสำคัญ ไม่ว่าหลักทรัพย์จะอยู่ในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และขอให้คำมั่นว่าสิ่งที่เป็นช่องว่างจะใช้กฎหมายแก้ไขโดยพลัน” นางพรอนงค์ ชี้แจง
ย้อนความเป็นมา: ชุดกฎหมายยกระดับการกำกับดูแลและปราบโกงหุ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง (ตำแหน่ง ณ ขณะนั้น) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 เห็นชอบในหลักการของร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ..... (ชุดยกระดับการกำกับดูแลกิจการและมาตรการบังคับใช้กฎหมาย) จะช่วยยกระดับการกำกับดูแลกิจการและมาตรการบังคับใช้กฎหมายในตลาดทุนให้มีความรัดกุมและเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โกงหุ้น ก.ล.ต.สาระสำคัญ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและนักลงทุนได้อย่างรวดเร็วและทันการณ์ ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม โดยแบ่งออกเป็น
1. การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและการกำกับดูแลการขายหลักทรัพย์โดยที่ยังไม่มีหลักทรัพย์อยู่ในครอบครอง (การขายชอร์ต)
โดยเพิ่มหน้าที่ของผู้ลงทุนในการขายชอร์ตต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ต้องแสดงได้ว่ามีการยืมหลักทรัพย์ก่อนส่งคำสั่ง เป็นต้น
หน้าที่ของผู้ให้บริการในต่างประเทศรายงานข้อมูลผู้ถือหลักทรัพย์ที่แท้จริงต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) มาตรการลงโทษทางอาญา กรณีผู้ทำการขายชอร์ตฝ่าฝืนหลักเกณฑ์
2. การยกระดับการทำหน้าที่ของผู้ประกอบการในตลาดทุน เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นผู้สอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุนที่อยู่ต่างประเทศ รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบ หลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ และมาตรการลงโทษทางอาญาในกรณีที่มีการปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่อง และโทษปรับเป็นพินัยกรณีที่เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย โดยยังคงมีโทษทางปกครอง เช่น การพักการประกอบการ การเพิกถอนการให้ความเห็นชอบ เป็นต้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และลดปัญหาทุจริตฉ้อฉล
3. การกำหนดสิทธิของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการฟื้นฟูกิจการและล้มละลายจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นกู้ได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่พึงมี โดยไม่ตัดสิทธิผู้ถือหุ้นกู้ที่จะดำเนินการในนามของตนเอง ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ยังไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้และกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย ทำให้ผู้ถือหุ้นกู้ต้องดำเนินการด้วยตนเองทั้งกระบวนการ
4. การรายงานข้อมูลการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์ ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และมีบทกำหนดโทษหากฝ่าฝืน รวมถึงให้สำนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อประชาชน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่สำคัญครบถ้วน ประกอบการตัดสินใจในการลงทุน เนื่องจากที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนถูกบังคับขายหุ้น (Forced Sell) ที่นำไปจำนำหรือก่อภาระผูกพันไว้กับบุคคลอื่น ในจำนวนที่เป็นนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น และโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงปัจจุบันยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายกำกับดูแล ให้รายงานข้อมูลการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์
5. การกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อยับยั้งธุรกรรมที่อาจเป็นการเอาเปรียบหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน เพื่อเป็นมาตรการเชิงป้องกัน (Preventive Measure กรณีมีการทำธุรกรรมที่ไม่เหมาะสมของบริษัทจดทะเบียน และบริษัทหลักทรัพย์ที่อาจส่งผลกระทบต่อนิติบุคคลและประชาชนผู้ลงทุน และบทกำหนดโทษของการฝ่าฝืนมาตรการดังกล่าว รวมถึงเพิ่มบทบัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจสืบสวนและสอบสวนการกระทำความผิด มีอำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิด และมีอำนาจปล่อยทรัพย์สินที่จำเป็นต่อการดำเนินการค้าตามปกติได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถป้องกันความเสียหาย และพิทักษ์ประโยชน์ของผู้ลงทุนนตลาดทุนได้
6. การสอบสวนคดีที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุนหรืออาจมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ (High Impact) โดยกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจสืบสวนและสอบสวนการกระทำความผิดในคดี High Impact เนื่องจากเป็นผู้ใกล้ชิดกับข้อเท็จจริงและมีความรู้ความเชี่ยวชาญในกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลา ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพ ในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้อย่างทันท่วงที
ก.ล.ต. สนับสนุนกฎหมายล่าสุด หลังผ่าน ครม. เพิ่มอำนาจการทำคดี-สืบสวนสอบสวน สรุปสำนวนความเห็น และ ส่งไปยังพนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องได้