ศอ.บต.คืนสัญชาติให้ 508 ชีวิตชายแดนใต้ พร้อมมอบบัตร ปชช.
14 เม.ย. 2569

ศอ.บต. รุกคืนสัญชาติไทยให้ 508 ชีวิต 5 จังหวัดชายแดนใต้ “ปิยะศิริ” ย้ำบัตรประชาชนคือประตูบานแรก สู่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ข่าว
14 เม.ย. 2569

ศอ.บต. รุกคืนสัญชาติไทยให้ 508 ชีวิต 5 จังหวัดชายแดนใต้ “ปิยะศิริ” ย้ำบัตรประชาชนคือประตูบานแรก สู่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
14 เมษายน 2569 ในวัยที่เข็มนาฬิกาชีวิตหมุนเข้าใกล้เลข 60 ปี สำหรับหลายคน นั่นหมายถึงการเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณเพื่อพักผ่อน แต่สำหรับ “สองชีวิต” ในครอบครัวหนึ่งที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วัย 55 และ 57 ปีของพวกเขา กลับเพิ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการ “มีตัวตน” บนแผ่นดินเกิดเป็นครั้งแรก
ท่ามกลางความพลุกพล่าน ภายในอาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมือง จ.ยะลา มีการจัดกิจกรรมตรวจสารพันธุกรรม (DNA) และอบรมสร้างความเข้าใจแก่ผู้เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาคนไทยไร้สัญชาติฯ จัดโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย
ภาพของผู้สูงวัยและคนพิการ ที่นั่งรอรับการตรวจด้วยใบหน้าเปี่ยมหวัง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา “คนตกหล่น” ยังคงเป็นแผลลึกที่รอการเยียวยาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
“เราพยายามมาตลอดชีวิต เพื่อให้เขาได้มีบัตรเหมือนคนอื่น”
เสียงจากผู้แทนครอบครัวรายหนึ่งที่นำญาติ 2 คน อายุ 55 ปี และ 57 ปี เข้าร่วมโครงการฯ เปิดใจ ด้วยแววตาสั่นเครือ เธอเรียกการเดินทางมาครั้งนี้ว่าเป็น “แสงสุดท้ายของครอบครัว” ความโชคร้ายซ้ำสองคือ ญาติทั้งสองคนนอกจากจะเป็นบุคคลตกสำรวจแล้ว ยังเป็นผู้พิการทางสมองที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ครอบครัวพยายามยื่นเรื่องขอมีบัตรประจำตัวประชาชนผ่านช่องทางปกติ แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องหลักฐานการเกิด ความยากจน และความไม่เข้าใจในระเบียบราชการที่ซับซ้อน ทำให้สถานะของพวกเขากลายเป็น “คนล่องหน” ในสายตาของกฎหมาย
“แม้อีกไม่กี่ปีจะอายุถึง 60 ปีแล้ว แต่ถ้าครั้งนี้สำเร็จ มันคือปาฏิหาริย์ อย่างน้อยก่อนจะจากโลกนี้ไป หรือก่อนที่คนดูแลจะไม่อยู่ พวกเขาจะได้เข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาล และสิทธิสวัสดิการของรัฐในฐานะคนพิการและผู้สูงอายุ เหมือนคนไทยทั่วไปเสียที” เธอกล่าวทิ้งท้าย
นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านด้วยตนเอง ระบุว่า ปัญหาการไม่มีบัตรประชาชน ไม่ใช่เพียงเรื่องทางทะเบียน แต่มันคือการถูกตัดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และการประกอบอาชีพ
“การไม่มีบัตรฯ เปรียบเสมือนการถูกขังอยู่ในกรงที่มองไม่เห็น ศอ.บต. จึงให้ความสำคัญกับการพิสูจน์สิทธิด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีความแม่นยำสูงสุด เพื่อคืนสิทธิ เสรีภาพ และอำนวยความยุติธรรม โดยยึดถือเกียรติยศและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสำคัญ”
โครงการนี้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 โดยเป็นการทำงานเชิงรุกร่วมกับกรมการปกครอง, สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู และ สปสช. เพื่ออุดช่องว่างของกลุ่มคนด้อยโอกาส กลุ่มไทยตกหล่นในมาเลเซีย และผู้ที่ประสบปัญหาความยากจนจนเข้าไม่ถึงกระบวนการรัฐ
สำหรับกิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 508 คน แบ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน 289 คน และบุคคลอ้างอิง (ญาติสายโลหิต) 219 คน
หัวใจสำคัญอยู่ที่การเก็บตัวอย่าง DNA โดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งผลการตรวจที่ออกมาจะกลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ เพื่อนำไปประกอบคำร้องในการเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) และการออกบัตรประจำตัวประชาชนต่อไป
ข้อมูลจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และ ศอ.บต. ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล) ได้รับการคืนสิทธิไปแล้วจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ปัญหา “คนตกหล่น” ยังคงเป็นโจทย์ท้าทาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือกลุ่มที่อพยพไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านแล้วขาดการติดต่อกับหน่วยงานรัฐ
การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การตรวจเลือดหรือเก็บตัวอย่างน้ำลาย แต่คือการหยิบยื่น “โอกาสสุดท้าย” ให้กับผู้ที่รอคอยมาทั้งชีวิต เพื่อให้คำว่า “คนไทย” ไม่เป็นเพียงแค่คำเรียกขาน แต่เป็นสิทธิและศักดิ์ศรีที่พวกเขาพึงมีพึงได้ตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม
แสงสุดท้ายที่อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันนี้ จึงอาจเป็นแสงอรุณใหม่ที่ทำให้ผู้เฒ่าวัยใกล้ 60 ปี ได้สัมผัสคำว่า “พลเมืองไทย” อย่างเต็มภาคภูมิเสียที
ข่าวล่าสุด