"การลงพื้นที่ครั้งนี้ เราต้องการส่งสารถึงเพื่อนบ้านอย่างชาวมาเลเซียให้รับรู้ถึงความงดงามที่ซ่อนอยู่ นราธิวาสมีศักยภาพสูงมากในเชิงการท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยเฉพาะต้นน้ำสายบุรีที่เราต้องลงไปสัมผัสถึงที่ เพื่อนำมาถ่ายทอดในสารคดีให้ดูสมจริงและน่าดึงดูดที่สุด" นายปิยะศิริ ระบุ
เลขาธิการ ศอ.บต. หวังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการใช้กลไก "การพัฒนาควบคู่ความมั่นคง" โดยใช้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นฐานในการสร้างความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันก็เริ่มรุกหนักในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Soft Power) เพื่อดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของพื้นที่
ทั้งนี้ เมื่อย้อนรอย 96 ปี ประวัติศาสตร์ความมั่งคั่งของ "สุคิริน" เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2473 เมื่อกลุ่มทุนชาวอังกฤษพยายามนำเครื่องจักรเข้ามาขุดหาทองคำในป่าดงดิบบ้านโต๊ะโมะ แต่ด้วยอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ทำให้ต้องยกเลิกกิจการไป จนกระทั่งปี พ.ศ. 2475 บริษัทจากฝรั่งเศสเข้ามาสำรวจซ้ำและพบว่าใต้ขุนเขาแห่งนี้มี "แร่ทองคำบริสุทธิ์" ฝังอยู่มหาศาล จึงได้ขอสัมปทานจากรัฐบาลไทยเป็นเวลา 20 ปี
ยุคทองในครั้งนั้นดึงดูดราษฎรจำนวนมากให้อพยพเข้ามาเป็นแรงงานเหมือง จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เหมืองทองคำจึงต้องปิดตัวลง ทิ้งไว้เพียงตำนานและเกล็ดแร่ทองคำที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในลำน้ำสาขาของแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำสุไหงโก-ลก
ปัจจุบัน เกล็ดแร่ทองคำไม่ได้หายไปพร้อมกับสัมปทาน แต่ยังคงฝังตัวปะปนอยู่ใต้ดินและตามลำคลองใน 5 หมู่บ้านหลักของตำบลภูเขาทอง ได้แก่ หมู่ 1 บ้านไอร์ปาโจ หมู่ 2 บ้านภูเขาทอง หมู่ 3 บ้านโต๊ะโมะ (จุดตั้งเหมืองประวัติศาสตร์) หมู่ 4 บ้านไอร์กือเปาะ หมู่ 8 บ้านวังน้ำเย็น
ชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากจะมีรายได้หลักจากการทำสวนผลไม้และยางพาราแล้ว ยังยึดถืออาชีพ "ร่อนทอง" เป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยทองคำที่ร่อนได้สามารถนำไปขายได้สูงถึง กรัมละ 1,500 บาท (ตามราคาตลาดท้องถิ่น) ซึ่งถือเป็นรายได้ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจครัวเรือนในยามราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเชื่อมโยงระหว่าง "ฟาร์มตัวอย่าง" กับ "การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ" ให้เกิดเป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจที่ยั่งยืน รวมถึงการดูแลสวัสดิภาพของสมาชิก อรบ. และราษฎรในพื้นที่รอยต่อภูเขาที่ยังคงต้องเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
ต้องจับตาดูว่า สารคดีท่องเที่ยวฉบับ "ลุยต้นน้ำสายบุรี" จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากน้อยเพียงใด ในสภาวการณ์ที่ความมั่นคงยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่สุดของพื้นที่แห่งนี้