“การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สสส. และกรมพินิจฯ ครั้งนี้ มุ่งเน้นการป้องกันการกระทำผิดของกลุ่มเด็กและเยาวชนโดยให้ความสำคัญการพัฒนาเครื่องมือกระบวนการ และบุคลากรด้านการจำแนก การประเมินและการติดตามสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่เสร็จสิ้นกระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีโอกาส และมีเส้นทางชีวิตใหม่ที่มั่นคง งานเชิงป้องกันจึงมีความสำคัญ ซึ่ง สสส. และภาคีเครือข่ายยินดีร่วมเป็นหนึ่งพลังในการป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกหลานของเรา” นายแพทย์ พงศ์เทพ กล่าว
นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การลงนาม MOU ร่วมกันในวันนี้ จะมีการขับเคลื่อนแผนงานระยะเวลา 2 ปี นับจากนี้ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชนในทุกมิติ ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษาในสถานศึกษา กลุ่มที่อยู่นอกระบบการศึกษาในชุมชน ไปจนถึงกลุ่มที่อยู่ในการดูแลหรือพ้นจากการดูแลของกรมพินิจฯ ไปแล้ว โดยจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการจะมีการชี้แจงแนวทางการใช้ คู่มือและแบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินความเสี่ยงและความจำเป็น (ฉบับปรับปรุง) พ.ศ. 2568 เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพการจำแนกประเภทเด็กและเยาวชนให้มีมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
“กรมพินิจฯ จะวิเคราะห์จากฐานข้อมูลในภาพรวมที่ได้ นำมาสู่การออกแบบการทำงานเชิงป้องกันร่วมกับสสส. และภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบทุกมิติ เพื่อป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งต้องอาศัยความทุ่มเทแรงกายแรงใจจากทุกภาคส่วนและบูรณาการการทำงานร่วมขับเคลื่อนในเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพ” อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าว
นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า ปัจจุบันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สอดคล้องกับเทรนด์การดื่มของเยาวชน คนหนุ่มสาวทั่วโลก ที่หันมาสนใจสุขภาพและมีมุมมองเรื่องเสรีภาพที่ไม่กระทบกับคนอื่นมากขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือนโยบายผ่อนปรนการควบคุมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่น่าเป็นห่วงคือปัญหาการพนันออนไลน์ที่พบผู้เล่นเป็นเยาวชนเกือบ 3 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่เผยแพร่ผ่านสื่อพบสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ และเมื่อเจาะลึกไปที่ความรุนแรงขั้นฆ่ากันในกลุ่มเยาวชน พบเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าช่วงวัยอื่น ขณะที่ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า มีเด็กอายุ 13-18 ปี กว่า 1 ล้านคนที่หลุดจากระบบการศึกษา และเด็กในระบบการศึกษาอีกกว่า 2.8 ล้านเสี่ยงหลุดออกจากระบบ ซึ่งสัมพันธ์กับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ที่ชี้ว่าเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษากว่า 2.9 แสนรายเสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าสู่วงจรการค้าและเสพยาเสพติด
"หากไม่เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออก เท่ากับกำลังวางระเบิดเวลาลูกใหญ่ในสังคมให้กลับมาทำร้าย ทำลายในท้ายที่สุด การทำงานเชิงป้องกันที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่ลูกหลานจะกลายเป็นผู้แพ้ไร้ที่ยืน จนต้องไปสร้างการยอมรับด้วยสิ่งที่ผิดและจบลงด้วยการสูญสิ้นอิสรภาพ ต่อให้เศรษฐกิจดีแค่ไหนก็ไม่อาจรับมือกับระเบิดเวลาที่จะตามมาได้ การให้ความสำคัญกับงานเชิงป้องกันมากขึ้นของกรมพินิจฯ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดี" นายชูวิทย์ กล่าว
นายสุขวิชัย อิทธิสุคนธ์ อดีตเยาวชนนอกระบบการศึกษา กล่าวว่า ตนเติบโตมาในครอบครัวที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พ่อถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อปี 2546 ที่มีการปราบปรามยาเสพติดอย่างหนัก ซึ่งขณะนั้นตนอายุ 5 ขวบ พอเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ย้ายมาอยู่กับญาติที่อยู่กับวังวนยาเสพติดเช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดทำให้รู้ถึงโทษภัย ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องปกติ รู้สึกไม่มีความสุขที่สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในครอบครัว รู้สึกอึดอัดแต่ต้องคอยปิดบังเรื่องยาเสพติดของคนที่บ้าน จึงพยายามไม่อยู่ที่บ้านเพื่อไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการส่งยา หากถูกผู้ใหญ่ที่บ้านใช้ให้ทำเรื่องแบบนี้ตนจะแสดงออกว่าไม่ยอมรับ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าตนไม่สามารถพูดกับใครได้ แต่ก็มีผู้ใหญ่บางคนที่รับรู้รับทราบและพยายามดึงตนออกมาจากตรงนั้น และผมก็ผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ อยากฝากถึงเด็กแต่เยาวชนที่เจอสถานการณ์แบบเดียวกันว่า การพาตัวเองออกจากสิ่งเสพติดไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถเลือกเส้นทางชีวิตได้ และฝากถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่สนับสนุนให้มีพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้มาทำกิจกรรมเพราะไม่เช่นนั้นเขาอาจจะเลือกทางที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าก็ได้ การทำงานเชิงรุก มุ่งงานเชิงป้องกันจึงสำคัญมาก