ขสมก. โต้ปม "เสี่ยโก้" กล่าวหาทำเอกสารปลอมเอื้อเอกชน พ.
05 มี.ค. 2568

ขสมก. โต้ปม "เสี่ยโก้" กล่าวหาทำเอกสารปลอมเอื้อเอกชน พ. ให้สิทธิสัมปทานโฆษณาบนรถเมล์ยูโรทู ยืนยัน ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง
ข่าว
05 มี.ค. 2568

ขสมก. โต้ปม "เสี่ยโก้" กล่าวหาทำเอกสารปลอมเอื้อเอกชน พ. ให้สิทธิสัมปทานโฆษณาบนรถเมล์ยูโรทู ยืนยัน ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง
5 มีนาคม 2568 นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยถึงกรณีที่ นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ได้มีหนังสือมายัง ขสมก. เพื่อขอให้ ขสมก. ชี้แจงในกรณีที่มีการปลอมลายเซ็นในการลงนามสัญญาเช่าเนื้อที่โฆษณา รวมถึงร้องเรียนตามหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สภาผู้แทนราษฎร, ป.ป.ช., ป.ป.ท. องค์การต่อต้านคอร์รัปชันฯ, มูลนิธิต่อต้านการทุจริต และสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอรัปชันฯ โดยอ้างว่าพบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับเอกชนในฐานความผิด “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหาย” โดยมีการเชื่อมโยงถึงอดีตผู้บริหาร ขสมก. และเป็นข่าวตามสื่อออนไลน์ในสำนักข่าวต่างๆ
นายกิตติกานต์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าข้อร้องเรียนของนายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ไม่เป็นความจริง และจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ในปี พ.ศ. 2548 บริษัท ก่อเกียรติฯ ได้รับสัมปทานจาก ขสมก. ในการใช้พื้นที่โฆษณาบนรถปรับอากาศยูโรทู จำนวน 1,220 คัน เมื่อครบกำหนด ขสมก. มีมติต่ออายุสัญญา แต่บริษัท ก่อเกียรติฯ มีหนี้ค้างชำระกว่า 50 ล้านบาทเศษ จึงได้มอบอำนาจให้เอกชนอีกราย ตัวย่อ พ. ซึ่งเป็นบริษัทที่ บริษัท ก่อเกียรติฯ ให้เป็นผู้จัดทำสื่อโฆษณาบนรถยูโรทู และเดิมเป็นผู้ชำระค่าเช่าแทนบริษัท ก่อเกียรติฯ พร้อมทั้งให้ ขสมก.ออกใบเสร็จในนามเอกชนรายดังกล่าว ให้เป็นผู้ดำเนินการแทน
ซึ่ง ขสมก.ได้มีหนังสือลงทะเบียนตอบรับแจ้งให้บริษัท ก่อเกียรติฯ ทราบแล้ว ต่อมา บริษัท ก่อเกียรติฯ เสนอเปลี่ยนตัวคู่สัญญา ขสมก. อนุมัติเปลี่ยนตัวคู่สัญญา และมีหนังสือลงทะเบียนตอบรับแจ้ง บริษัท ก่อเกียรติฯ ให้ทราบแล้ว บริษัท ก่อเกียรติฯ ได้มอบอำนาจให้เอกชนรายเดิม (บริษัท พ.) เป็นผู้ดำเนินการแทน พร้อมทั้งให้เอกชนรายดังกล่าวเป็นผู้รับชำระหนี้ 50 ล้านบาทเศษแทนบริษัท ก่อเกียรติฯ โดยดำเนินการเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งบริษัทเอกชนคู่สัญญาก็ได้ทำการชำระหนี้ดังกล่าวให้ ขสมก.เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งบันทึกข้อตกลงในสัญญา ผ่านการตรวจสอบของสำนักงานกฎหมาย
ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนล่วงเลยระยะเวลาเกือบ 20 ปี บริษัท ก่อเกียรติฯ ไม่ได้มีการโต้แย้งหรือคัดค้านใดๆ แต่เพิ่งจะมาร้องเรียนครั้งนี้ และการปลอมแปลงเอกสารเพื่อรับชำระหนี้แทนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการตวจสอบข้อเท็จจริง ขสมก. จึงได้แจ้งให้คู่สัญญา (บริษัท พ.) ทำการชี้แจง ซึ่งคู่สัญญาชี้แจงพร้อมเอกสารว่า บริษัท ก่อเกียรติฯ และนายก่อเกียรติฯ ได้ทำการฟ้องคดีคู่สัญญาในความผิด "ปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม" และฐานความผิดอื่นๆ และคู่สัญญาก็ได้ฟ้องคดีบริษัท ก่อเกียรติฯ และนายก่อเกียรติฯ ในฐานความผิดฟ้องเท็จ รวมเป็นข้อพิพาท จำนวน 21 คดี โดยศาลมีคำพิพากษาให้เอกชนคู่สัญญา (บริษัท พ.) เป็นฝ่ายชนะคดีทั้งหมด และนายก่อเกียรติฯ ยังถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกในข้อหาความผิดหมิ่นประมาทด้วย
ทั้งนี้ ก่อนที่นายก่อเกียรติฯ จะยื่นข้อร้องเรียนต่อหน่วยงานต่าง ๆ นายก่อเกียรติฯ ได้มีการนำข้อเท็จจริงในคดีที่พิพาทกับเอกชนคู่สัญญามาฟ้องเป็นคดีใหม่ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการฟ้องซ้ำ จึงพิพากษายกฟ้อง โดยคดีที่พิพาทระหว่างบริษัท ก่อเกียรติฯ กับเอกชนคู่สัญญาตามที่นายก่อเกียรติฯ พาดพิงนั้น ศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว และก็เป็นคดีที่ขาดอายุความแล้วทั้งสิ้น
นายกิตติกานต์ ผอ.ขสมก. ยืนยันว่า ไม่เคยร่วมกับภาคเอกชนรายใดกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ และ/หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใด อันก่อให้เกิดตามเสียหายแก่ภาครัฐตามข้อร้องเรียน โดย ขสมก. รวมถึงผู้บริหาร ขสมก. ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันตระหนักถึงการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรมต่อสาธารณชน รวมตลอดถึงปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด การที่นายก่อเกียรติ ออกมาร้องเรียนดังกล่าว จึงเป็นการร้องเรียนที่ไม่มีมูลความจริง
อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา ว่าหากมีการพาดพิงจนทำให้ ขสมก.เกิดความเสียหาย ทำให้เสียภาพลักษณ์ หรือเสียชื่อเสียง ขสมก. ก็มีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องร้องและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข่าวล่าสุด