นายแพทย์วรงค์ ยังเปิดเผยว่า สส.ที่เป็น 1 สมัย จะได้เงินบำนาญตลอดชีวิตเดือนละ 21,300 บาท ถือเป็นการเอาเปรียบประชาชน และปัจจุบัน สส.อายุน้อย หากมีการยุบสภา รัฐบาลชุดนี้มีอายุ 1 ปี ประชาชน ก็ต้องเลี้ยงดูอดีต สส.ตลอดชีวิต และไม่รู้จะเสียชีวิตเมื่อใด ซึ่งหากเป็น สส. 1 ปี แต่ไม่ถึง 4 ปี จะได้รับบำนาญ 21,300 บาทตลอดชีพ, หากเป็น สส.ไม่ถึง 8 ปี จะได้รับ 24,900 บาทตลอดชีพ หรือไม่ถึง 12 ปีจะได้รับ 28,400 บาทตลอดชีพ และเพิ่มตามขั้นบันได ตั้งแต่ 32,000 บาท, 35,600 บาท, 39,100 บาท และ 42,700 บาท ซึ่งเป็นการเสนอกันเองและเห็นชอบกันเองของสมาชิกรัฐสภา ตนจึงมั่นใจว่า ประชาชนรับไม่ได้
นายแพทย์วรงค์ ยังเปิดเผยตัวเลขกองทุนย้อหลัง ที่กองทุนนี้ได้รับเงินประเดิมจากรัฐบาล จำนวน 648 ล้านบาท จนปี 2568 ต้องใช้งบกลาง เนื่องจาก มีการใช้เงินมากขึ้น และงบประมาณไม่พอ จึงต้องใช้ภาษีประชาชนมาเลี้ยงดู ซึ่งในแต่ละเดือน สามารถหักเงินจาก สส.-สว. ได้ราวเดือนละ 29 ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับประกันสังคม และ กบข.ที่เป็นของข้าราชการนั้น สัดส่วนการอุดหนุนเงินจากรัฐบาลต่างกันมาก ประกันสังคม ผู้ประกันตนจ่าย และนายจ้างจ่าย 5% รัฐจ่าย 2.5% แต่สำหรับ สส.และ สว.นั้น มีการใช้งบประมาณ 13-15 เท่า ดังนั้น ภายใต้สภาวะเช่นนี้ สส.และ สว.ที่อาสามาทำงาน ประชาชนจำเป็นจะต้องมาเลี้ยงดูตลอดชีพหรือไม่ ซึ่งตนเชื่อว่า ประชาชน และผู้ประกันตนประกันสังคมรับไม่ได้ จึงขอให้ สส.และ สว.ได้ยกเลิกเงินบำนาญนี้ ซึ่งเป็นภาระของประชาชน แต่สวัสดิการอื่น ตนยังพอรับได้ ดังนั้น ตนจึงเสนอให้มีการยกเลิกเงินบำนาญอดีต สส.-สว.
ขณะที่ นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เห็นว่า ในความเป็นจริงผู้แทนต้องกินต้องใช้ และ สส.-สว.ไม่ได้มีต้นทุนทางสังคม มีผู้แทนฯ ที่ไม่ได้เป็นผู้แทนฯ แล้วบ้านช่องแทบไม่มีอยู่ เหมือนอดีต สส.ขอนแก่นรายหนึ่ง ซึ่งเป็นที่น่าสลดใจ พร้อมยกตัวอย่างตนเองที่ได้รับอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ค่ารักษากว่า 2,000,000 บาท แต่สามารถเบิกได้ 130,000 บาท แต่กองทุนนี้ สส.-สว.ก็มีการสมทบด้วย และหากมี สส.-สว.ที่เป็นผู้แทนตอนอายุน้อย และเป็นผู้แทนเรื่อยไป บางครั้งตัวเลขที่จะได้รับ อาจจะไม่ได้เท่าใด ซึ่งหากเอาไปฝากธนาคาร ตนเชื่อว่า จะได้รับมากกว่ามาฝากไว้กับกองทุนนี้ ดังนั้น เหรียญจึงมี 2 ด้าน พร้อมยังได้ยกตัวอย่างผู้แทนในต่างประเทศ ที่ได้รับค่าตอบแทนมากกว่าผู้แทนไทย และอยู่อย่างมีเกียรติภูมิ เพื่อไม่ให้มีการแสวงหาการทุจริตเผื่อไว้ในกรณีที่ไม่ได้เป็นผู้แทน แต่หากสวัสดิการใดที่เกินไป และควรลดลงมาตนก็ยินดี แต่ไม่สนับสนุนให้มีการยกเลิก
ด้าน นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เห็นว่า กองทุนนี้ไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ซึ่งหากกองทุนนี้ยั่งยืน ควรยืนได้ด้วยรายรับของกองทุนเอง แต่ในปี 2566 มีรายรับ 27 ล้าน แต่จ่ายเงินช่วยเหลือกว่า 200 ล้าน สูงกว่าเงินสมทบถึง 7.5 เท่า และเป็นกองทุนที่อยู่ได้ เพราะภาษีประชาชนอุ้ม พร้อมเห็นว่า กองทุนดังกล่าวส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นการช่วยความจำเป็นพื้นฐาน แต่ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงชีพเป็นหลัก จึงถือเป็นกองทุนที่เป็นรายได้หลักของอดีต สส.-สว. จึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนจะไม่พอใจ ดังนั้น จึงขอเสนอให้ระงับการขยายสิทธิเงินทุนเลี้ยงชีพ และให้คงไว้เฉพาะสิทธิที่จำเป็น
ทั้งนี้ ระหว่างที่นายภัณฑิลอภิปรายโดยได้อ่านตามสคริปท์ที่ตนเองเตรียมมานั้น นายคริส โปตระนันนท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ได้ประท้วงการอภิปรายของนายภัณฑิล เนื่องจาก เห็นว่า ประชาชนกำลังมีปัญหากับสภาฯ ว่า นักการเมืองที่ประชาชนเลือกทำงานคุ้มภาษีประชาชนหรือไม่ หรือใช้ Chat GPT เขียนในการอภิปราย และท่องไม่ได้หรือไม่ ดังนั้น จะทำงานคุ้มค่าภาษีที่ประชาชนจ่ายหรือไม่ ซึ่งบางคนเป็นสามล้อถูกหวย เกาะล้อพรรคเข้ามา ไม่ได้เก่ง ไม่ได้มีความเป็นตัวเอง แต่กลับได้มายืนในสภา ซึ่งหาก สส.ไม่สามารถแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ทำงานคุ้มภาษีประชาชน ประชาชนจะมีปัญหาแน่นอน และถือเวลาที่ สส.ตระหนักในการทำหน้าที่ของตน และตระหนักว่า ได้สิทธิมากกว่าประชาชนทั่วไปหรือไม่ เหมือนเรื่องที่ สส.จะไม่กินข้าวฟรี เพื่อช่วยควบคุมรายจ่ายภาครัฐ ดูแลผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง
ด้าน นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เรียกร้องให้นายคริส ถอนคำพูด "สามล้อถูกหวย" เพื่อให้เกียรติเพื่อนสมาชิกโดยเท่าเทียมกัน และอย่างน้อยก็ไม่ใช่การหลอก "พลเอก" ไปหาเสียง และได้เข้ามาเป็น สส.อยู่ 3 คน
ทำให้นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำหน้าที่ควบคุมการประชุม ได้ขอให้ สส.เคารพข้อบังคับการประชุม ไม่อภิปรายเสียดสี ไม่ดูถูกกันเอง เช่นการอภิปรายว่า สส.ไม่ดี หรือกองทุนไม่ดี อย่างนายแพทย์วรงค์ ก็รับกองทุนเลี้ยงชีพเช่นเดียวกัน ก็สามารถตรวจสอบได้ และขอให้ค่า ให้เกียรติตัวเอง สร้างศรัทธาให้กับประชาชน ซึ่งนายแพทย์วรงค์ ก็ได้ยอมรับว่า ตนเองได้รับสิทธิประโยชน์ แต่คิดว่า มากเกินความจำเป็น และตนได้ใช้เป็นนโยบายในการหาเสียง เพื่อยกเลิกบำนาญ