ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร หัวหน้าสาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้ป่วยนอกเด็กและวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยถึงสถิติที่น่าตกใจสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ว่า ร้อยละ 38 ของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอายุระหว่าง 15-24 ปี ร้อยละ 92 สูบบุหรี่ฟ้าครั้งแรกจากการชวนของเพื่อน และกลุ่มอายุ 13-15 ปี สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 5.3เท่าภายใน 7 ปี(พ.ศ.2558-2565) ซึ่งปัจจัยที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นมาจากการโฆษณา การแต่งสี กลิ่น รส อิทธิพลสังคมและกลุ่มเพื่อน ลดความเครียด และเสพติดนิโคติน
ทั้งนี้เราพบว่าเด็กที่ติดบุหรี่ไฟฟ้าจะเลิกได้ยากกว่าวัยผู้ใหญ่ และอาจเลิกช้ากว่า 20 ปี เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุน้อยยิ่งติดเยอะ และไม่จริงเลยที่ว่าสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วจะลดการสูบบุหรี่มวนได้ เพราะจากการสำรวจแล้วเราพบว่ายิ่งเพิ่มปัจจัยการสูบบุหรี่มวนเพิ่มมากขึ้น
การทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายจะทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นของกลุ่มเด็กและเยาวชน เพราะจากผลสำรวจความคิดเห็นของครอบครัวมีความกังวลอย่างมาก และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เพราะขนาดไม่ถูกกฎหมาย กฎหมายยังไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างจริงจัง
“หากรัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหาสิ่งเสพติด โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเยาวชน การพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเยาวชนในการรผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นหน้าที่ของผู้แทนประชาชนที่จะแสดงึวามจริงจังและจริงใจในการปกป้องสิ่งที่มีคุณค่าและมูลค่ามากที่สุดในการพัฒนาประเทศ นั่นคือ เยาวชนของเรา” ผศ.พญ.จิราภรณ์ กล่าว
ด้านนางฐาณิชชา ลิ้มพานิช ประธานเครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่ กล่าวว่า ร่วมกับสมาคมเครือข่ายพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ สำรวจความเห็น “ครอบครัวไทยคิดอย่างไรต่อบุหรี่ไฟฟ้า” ระหว่างวันที่ 4-11 ม.ค.2568 ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยแบบสอบถามจาก 3,428 คน ร้อยละ 80 อยู่ในกลุ่มวัยทำงานอายุ 31-60ปี และร้อยละ 10 เป็นผู้สูงอายุและเด็ก พบว่า ครอบครัวส่วนใหญ่ร้อยละ 79 มีความกังกลต่อการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวขน ร้อยละ 96 มีความกังวลว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะแพร่ระบาดมาถึงลูกหลานตน และร้อยละ 33 คิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะเข้าถึงบุตรหลานของตนอย่างแน่นอน และร้อยละ 40 มีโอกาสครึ่งต่อครึ่ง
ครอบครัวส่วนใหญ่ร้อยละ 74 เห็นว่า ต้องปราบปรามกระบวนการขายให้สิ้นซาก คือ วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้เด็กและเยาวชนปลอดภัยจากบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 22 ต้องฉีดวัคซีนความรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนให้ทั่วถึง
"ครอบครัวไทยเป็นห่วงและกังวลอย่างมาก หากบุหรี่ไฟฟ้าจะถูกกฎหมาย เพราะจะเกิดโทษต่อเยาวชนและผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก บุคลากรการแพทย์ต้องเสียเวลาและงบประมาณการรักษาผู้ป่วยจากบุหรี่ไฟฟ้า การจะทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายจะเป็นการทำลายลูกหลานและเท่ากับรัฐบาลกำลังมอมเมาประชาชนและทำลายเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ” นางฐานิชชา กล่าว
ขณะที่ น.ส.ณัฐนพิน บุญจริง ผู้ปกครองซึ่งมีลูก อายุ 25 ปี 20 ปี และคนสุดท้ายซี่งเป็นลูกสาวกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ทั้ง 3 คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด เผย ว่า วัยรุ่นมีความคิดเป็นของตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง แต่วุฒิภาวะและการตัดสินใจยังมีน้อย ไม่คิดถึงผลกระทบที่ตามมา ตอนนี้ลูกมีสุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน ป่วยง่าย บางครั้งหยิบยืมเงินแม่เนื่องจากไม่พอใช้ เราได้แต่พยายามทำความเข้าใจ สื่อสารบอกถึงความอันตรายที่มีต่อสุขภาพ แต่หลายครั้งลูกก็พูดอยู่บ่อยๆ ว่า ใครๆ เค้าก็สูบกัน ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ และรัฐบาลกำลังทำให้สิ่งเสพติด โดยเฉพะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่รับไม่ได้