ด้าน ผู้ปกครองคนหนึ่งโพสต์ว่า "เท่าที่ทราบ คุณครูได้แจ้งคุณแม่ของเด็กแล้ว คุณแม่รับรู้และโอเคในตอนนั้น ถ้าคุณพ่อไม่โอเค ก็ควรไปคุยกันในครอบครัวก่อนแล้วค่อยมาลงที่ครู ลูกโตแล้วแต่คุณแม่ยังไม่โต ขาดการตัดสินใจ คุณพ่อควรจะคุยและดูแลคุณแม่ให้เข้าใจกฎระเบียบของบ้านให้ชัดเจน จะได้ไม่เดือดร้อนคนอื่น อีกอย่างมันคือกิจกรรมสนุกสนาน ไม่ได้มีเจตนาลงโทษหรือกลั่นแกล้งให้อับอาย และคุณครูก็กล่าวขอโทษและน้อมรับความผิดพลาดที่ไม่ได้เจตนา ก็ควรจะจบ การที่ต้องให้ครูไปขอโทษเด็กเป็นการส่วนตัวถือว่าเกินไป
ทำให้คุณพ่อรายนี้โพสต์ตอบกลับไปว่า "ไม่ได้แจ้งนะครับ คุณครูอุ้มขึ้นไปแทนเด็กคนอื่นที่หาตัวไม่เจอ ถ้าไม่เกี่ยวข้องไม่ควรเข้ามายุ่งนะครับ" พร้อมย้อนถามว่า "อะไรคือคุณแม่ยังไม่โต คุณเอาอะไรมากล่าวในจุดนี้ครับ" นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามกลับไปถึงผู้ปกครองที่มา saveครู ว่า "ข้อความที่กล่าวมา คุณคงมีความสนิทสนมส่วนตัวใช่ไหมครับ ถึงทราบว่าเรื่องมันไปถึงไหนแล้ว"
เพจ อบต. โดนทัวร์ลงจนลบภาพ ก่อนออกเอกสารชี้แจง อ้างสื่อสารผิดพลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีดราม่าบนโลกออกไลน์ ชาวเน็ตได้สืบทราบว่ากิจกรรมนี้ชื่อว่า การแข่งขันกีฬาหนูน้อย ประจำปี 2567 "กีฬาสี 4+2" เจ้าภาพคือ อบต.แห่งหนึ่ง จ.สุรินทร์ มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ เข้าร่วม 6 แห่ง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 จึงเข้าไปคอมเมนต์ขอดูหน้าคน save ครู จนมีการลบภาพกิจกรรมบางส่วนออกไป
11 มีนาคม 2567 อบต.นอกเมือง เมืองสุรินทร์ ได้ออกเอกสาร คำชี้แจงและขออภัยกรณีการเผยแพร่ภาพ การแข่งขันกีฬาหนูน้อย ประจำปี 2567 ที่ไม่เหมาะสม
จากการที่ปรากฏภาพการจัดโครงการแข่งขันกีพาหนูน้อย ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 ณ โรงยิมเผ่าแผน การกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดสุรินทร์ ออกสื่อหลายสำนัก นั้น
ซึ่งการจัดกิจกรรมโครงการนี้จะดำเนินการเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมให้เด็กเล็กมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยในปีนี้มีเครือข่ายเข้าร่วมการแข่งขัน 6 หน่วยงานได้แก่
- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านหนองกง
- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านไถงตรง
- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านตะตึงไถง
- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านโคกมะเมียน
- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองสุรินทร์
- ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคำยวีรวัฒน์โยธิน
ซึ่งการจัดการแข่งขันทุกครั้งจะมีการประชุมครูผู้รับผิดชอบในการซักช้อม เพื่อทำความเข้าใจกิจกรรมการแข่งขันระหว่างเด็กเล็กและผู้ปกครอง ซึ่งการแข่งขันทักษะในแต่ละประเภททางครูผู้ดูแลเด็กจะต้องมีการจัดเตรียมเด็ก และฝึกซ้อมในกิจกรรมที่จะเข้าร่วมแข่งขัน
ทั้งนี้ การแข่งขันสวมใส่ชุดพละประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้น ได้กำหนดให้เด็กสวมใส่เสื้อกล้าม และกางเกงขาสั้น ก่อนจะสวมใส่ชุดพละ แต่เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาดในการสื่อสารทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาคเคลื่อน จึงปรากฏภาพที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวขึ้น ทางคณะผู้จัดโครงการและผู้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี และได้ภาพตั้งกล่าวจากเพจเรียบร้อยแล้ว
องค์การบริหารส่วนตำบลนอกเมือง ในนามผู้ดำเนินการจัดโครงการ รู้สึกเสียใจกับภาพที่ปรากฏออกไป อย่างไม่เหมาะสม ขอน้อมรับความผิดพลาดในครั้งนี้ และขออภัยเป็นอย่างสูง ทั้งนี้ จะนำความผิดพลาดครั้งนี้ไปปรับปรุง แก้ไข ต่อไป
กุมารแพทย์ ชี้ กิจกรรมจับเด็กถอดเสื้อผ้า เป็นการละเมิดสิทธิเด็ก
ด้าน รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม และอดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความลงบนเพจ "บันทึกหมอเดว" ระบุข้อความว่า
สื่อสอบถามความเห็น กรณีกีฬาสีโรงเรียนอนุบาล จับเด็กถอดเสื้อผ้าหมดแล้วแข่งกันใส่ ท่ามกลางสายตาทุกผู้ปกครองและผู้ใหญ่ อยากบอกครูและโรงเรียนว่า ไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน ไม่ควรทำนะครับ เป็นการละเมิดสิทธิ์ บนความสนุกสนาน ที่ไม่เข้าท่าเลยครับ
ทำไมไม่ทำ PLC (Professional Learning Community) เพื่อครูผู้บริหารออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมร่วมกัน และใช้วัฒนธรรมพื้นที่ ที่มีการละเล่น ตามบริบทของพื้นที่ และเหมาะสมกับวัย พัฒนาการ ซึ่งหากออกแบบดีๆ เด็กๆ จะเรียนรู้วัฒนธรามที่ดีงามผ่านการเล่น แบบไม่เอาเป็นการแพ้ชนะจนทำให้เกิดความเกลียดเสียใจตามมา
ประเด็นแรก ในระดับชั้นเรียนอนุบาล ไม่ควรมีการจัดการแข่งขันแพ้ชนะใดๆ ในระดับอนุบาล เพราะเด็กไม่เข้าใจการแข่งขัน และ อาจจะรู้สึกเสียใจที่เป็นผู้แพ้ (การละเล่น แบบเพลิดเพลิน ที่ใช้สมรรถนะทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ มีการเรียนรู้ระหว่างเพื่อน พี่น้องปนความสนุกสนาน ไม่มีการแพ้ชนะ โดยที่คำนึงถึงสิทธิเด็ก คำนึงถึงจิตวิทยาพัฒนาการ และคำนึงถึงความปลอดภัย อยู่ในวิสัยที่ทำได้)
ประเด็นสอง การละเล่นใดๆ ที่ผิดหลักจิตวิทยาพัฒนาการ ละเมิดสิทธิเด็ก แถมนำมาแข่งขัน ต่อหน้าสาธารณะ เช่น แก้ผ้าเด็กออกหมดในสถานที่เปิดเผยที่ยากแก่การควบคุม ทั้งเด็กผู้ชาย ผู้หญิง เกมที่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง
ไม่มีเหตุผลว่า ทุกครั้งทุกวันตอนบ่ายๆ พาเด็ก 4-5 ขวบไปอาบน้ำ รอกลับบ้าน ในโรงเรียนก็ต้องแก้ผ้าอยู่แล้ว (คนละบริบท อยู่ในห้องน้ำ ที่ไม่ได้โจ่งแจ้ง) และต่างจากวิถีชนบทสมัยเดิมสิ้นเชิงแล้ว เพราะปัจจุบัน มี sexual harrassment มากขึ้น และมีคนแปลกหน้าที่อาจไม่ประสงค์ดี ต่างจากสมัยก่อนมาก
โปรดอย่าลืมนะว่า การพาไปอาบน้ำ ในสถานที่ที่มิดชิดเฉพาะ ครู เด็กๆ และสร้างการเรียนรู้บนวิถีชีวิต มันเป็นคนละเรื่องกับการแก้ผ้าเด็กใน เกมกีฬา ที่มีผู้ใหญ่อื่นอยู่อีกมากมาย แน่นอนว่าต้องมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เขาจะรู้สึกอับอายได้ ต่อหน้าสาธารณะ และอาจสร้างความเข้าใจทั้งเด็กผู้ใหญ่เป็นวิถีเรียนรู้ที่ผิดๆ บนกาลเทศะที่ไม่เหมาะสม
ประเด็นที่สาม ความเข้าใจของพ่อแม่ บนคำว่า "สนุกสนาน เพลิดเพลิน อย่าคิดมาก" พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจบางประเด็นที่อ่อนไหวใหม่และคงต้องระมัดระวังทั้งการถ่ายภาพ เก็บภาพ และ การนำลงสู่สื่อสาธารณะ จะสร้างการละเมิดสิทธิเด็กซ้ำสอง เมื่อลูกเติบโตขึ้นมาอาจจะเป็นบาดแผลใจได้
ลูกไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ที่อยากจะทำอะไรทำอย่างไรก็ได้ อาจจะถูกในวัยเล็กๆ แต่พอโตขึ้น ต้องขอหารือลูกด้วยเพื่อเข้าใจจิตใจ และความเต็มใจ เป็นการให้เกียรติกันและกัน โดยที่เข้าใจ คำนึงความเสี่ยงรอบด้าน กาละเทศะ วัฒนธรรม สังคมร่วมไปด้วย