ยังเป็นปมร้อนที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ และติดตามอย่างต่อเนื่อง กรณีดรามา "ฝรั่งเตะหมอ" ที่แม้ว่าทางชายชาวสวิตเซอร์แลนด์ ที่พักอยู่ที่วิลล่าหรู ริมชายหาดแหลมยามู ผู้ก่อเหตุ จะออกมายอมรับผิด และกล่าวขอโทษ "คุณหมอปาย" ไปแล้ว แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่จบลงง่าย
ทั้งคดีความในเรื่องการบุกรุกที่สาธารณะ หรือความขัดแย้งระหว่างชายชาวต่างชาติ กับชาวบ้านในพื้นที่ จนวันนี้ (3 มี.ค.67) ประชาชนคนภูเก็ตและชาวบ้านยามู จะมีการรวมตัวแสดงจุดยืน ถึงความไม่พอใจพฤติกรรมของ ชายชาวสวิสเซอร์แลนด์ คู่กรณีของหมอปาย ซึ่งเป็นผู้เช่ารีสอร์ทจุดเกิดเหตุ พร้อมเรียกร้องให้ออกจากพื้นที่
จากกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความวิตกกังวล และคำถาม จากผู้ที่เคยไปเที่ยว หรือมีแพลนที่จะไปเที่ยวภูเก็ตว่า "หากไม่ได้เข้าพักตามโรงแรม รีสอร์ท หรือวิลล่าริมชายหาดแล้ว จะมีชายหาดไหนที่สามารถเดินเล่น อาบแดด เล่นน้ำ หรือนั่งพักผ่อนหย่อนใจได้บ้าง"
เพราะแม้กฎหมายจะระบุไว้ชัดเจนว่า ชายหาดทุกแห่งทั่วประเทศเป็น “ที่สาธารณะประโยชน์” ครอบครองส่วนตัวไม่ได้!!
แต่ในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้ชายหาดจะที่เป็นสาธารณะ ที่กลับไม่ทางเข้าไปยังชายหาดได้ เนื่องจากมีที่ดินของเอกชน ที่เป็นที่ดินส่วนบุคคล มาขวางทางเข้าออก หรือแม้จะเข้าไปได้ ก็จะมีสายตาแปลก ๆ จากผู้ดูแล ที่อย่างเบาสุดก็มองด้วยสายตาเหวี่ยง ๆ หรืออาจถึงขั้นเดินมาไล่ให้ออกจากพื้นที่ ด้วยคำอ้างว่า "เฉพาะผู้ใช้บริการที่พักเท่านั้น"
กรณีเช่นนี้ มักเจอได้บ่อยครั้ง เวลาไปเดินเล่นตามชายหาด ในเมืองท่องเที่ยวหลายแห่งของไทย ถึงขนาดมีการแซวกันในโซเชียลว่า หากต้องการที่จะไปเดินเล่นตามชายหาดต่าง ๆ ในภูเก็ต คงต้องนั่งเรือ หรือว่ายน้ำเข้ามาทางทะเลแทน