
“เพชร กรุณพล” ชี้บีบแตรใส่ขบวนเสด็จควรอยู่ในขอบเขต
ขณะที่นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ รองโฆษกพรรคก้าวไกล ทวิตข้อความผ่าน x ต่อกรณีนางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน และพวก บีบแตรใส่ขบวนเสด็จ ว่า เหตุการณ์ บีบแตรใส่ขบวนเสด็จ ที่นำมาสู่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตของการแสดงออก
พรรคก้าวไกลมองว่าในมุมความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์หรือบุคคลสำคัญคนใด ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือหน่วยงานระหว่างประเทศ ย่อมมีขั้นตอนในการรักษาความปลอดภัยกำกับอยู่
การแสดงออกย่อมกระทำได้แต่ควรอยู่ในขอบเขตที่ควรแก่เหตุ หากการปิดถนนนั้นมิได้ใช้เวลานานเกินสมควร หรือมิได้สร้างความเดือดร้อนหรือเสียเวลาอย่างยาวนานผิดปกติ ก็ถือเป็นขั้นตอนปกติของการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญที่ทุกประเทศปฏิบัติ
ย้ำ “ก้าวไกล” ยึดหลักการคนเท่ากัน แต่ต้องทำตามกฎหมาย
สำหรับการกระทำดังกล่าวก็ถือว่าเป็นการแสดงออกตามสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหมิ่นเหม่ที่จะละเมิดข้อกำหนดในการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญอีกทั้งยังได้สร้างความไม่สบายใจให้กับหลายท่านในสังคม เราจึงขอย้ำเตือนถึงการแสดงออกที่เหมาะสมและควรแก่เหตุ
เรายังคงยืนยันในหลักการคนเท่ากัน และเราก็ยังยืนยันให้หลักการปฏิบัติตามที่กฏหมายกำหนดเช่นกันมิใช่เพราะเหตุเกิดกับขบวนเสด็จ แต่รวมหมายถึงในชีวิตประจำวัน ที่เมื่อมีเหตุต้องใช้ความอดทน หรือเมื่อรู้สึกว่าถูกรอนสิทธิ ก็ควรแสดงออกในการเรียกร้องอย่างมีวุฒิภาวะ เคารพในขั้นตอนปฏิบัติและคิดถึงผลที่จะตามมาจากสังคมโดยรวม
พรรคก้าวไกลหวังว่าจะมีการพูดคุยและหาทางออกกับปัญหาที่กล่าวมาอย่างผู้มีเหตุผลและวุฒิภาวะเพื่อป้องกันความขั้นแย้งในเรื่องทำนองเดียวกันนี้ในอนาคต
วิโรจน์ เคลื่อนไหว กรณี ศปปส. กับ ทะลุวัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลาต่อมาในช่วงบ่านวันที่ 10 ก.พ.67 เกิดปัญหาบานปลาย เกิดเหตุการณ์ชุลมุน "กลุ่มทะลุวัง" กับ "ศปปส." กลางสยาม หลังไม่เห็นด้วยกิจกรรมโพลขบวนเสด็จ ซึ่ง "วิโรจน์" ออกมาเคลื่อนไหวโพสต์ถึงเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 ก.พ.67 ต่อกรณีการที่มีกลุ่มบุคคล อ้างความจงรักภักดี แล้วไปทำร้ายผู้อื่นที่สถานีรถไฟฟ้า BTS มีรายละเอียดดังนี้
การใช้ความรุนแรงทำร้ายผู้อื่น โดยอ้างว่าทำเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำเพราะจงรักภักดี เป็นพฤติกรรมที่อันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมาก
หากรัฐปล่อยให้กลุ่มคนกักขฬะป่าเถื่อนเหล่านี้ลอยนวล มีอำนาจบาตรใหญ่ สามารถอ้างสถาบันพระมหากษัตตริย์ ไปทำร้ายคนที่คิดต่างอย่างไรก็ได้ โดยที่กฎหมายเอาผิดไม่ได้ หรือสมยอมเอาผิดเพียงลหุโทษ
พฤติกรรมที่ลุแก่อำนาจของกลุ่มคนเหล่านี้ ระยะสั้นอาจดูเหมือนความคลั่งไคล้ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในระยะยาว มีแต่จะเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ทำให้ภาพลักษณ์ของคนที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นพวกนิยมความป่าเถื่อน และจะส่งผลกระทบในทางลบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สุด
ผมจึงมีความเห็นว่า รัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องบังคับใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ให้เหิมเกริมกล้านำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำร้ายผู้คนตามใจชอบ ได้อีกต่อไป