สำนักพุทธฯ สั่งตรวจสอบ "หลวงพี่โจ" หลังโพสต์คลิปทัวร์ญี่ปุ่น 7 วัน 7 คืน
ขณะที่ นายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยกับทีมข่าวเนชั่นทีวี ว่า ในส่วนของสำนักพระพุทธศาสนาทราบเรื่องแล้ว และได้สั่งการไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ให้ลงพื้นที่ไปพบกับเจ้าอาวาสของพระรูปดังกล่าว เพื่อขอข้อมูล เบื้องต้นยังไม่ทราบในรายละเอียดว่าเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจหรืออย่างไร แต่ทางเจ้าอาวาสได้แจ้งไปยังพระที่ปรากฏอยู่ในคลิปแล้ว และได้มีการว่ากล่าวตักเตือน รวมถึงให้ลบคลิปออกทั้งหมด และเมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ก็จะมีการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตามพระธรรมวินัยต่อไป
ส่วนกรณีที่พบว่าพระรูปดังกล่าว เคยมีภาพหลุดไปทริปดำน้ำดูปะการัง เมื่อปี 2565 ด้วยนั้น จากการตรวจสอบเป็นพระรูปเดียวกันจริง ทั้งนี้การกระทำที่เกิดขึ้นถือว่าไม่เหมาะสมกับสถานะของการเป็นพระสงฆ์ เป็นโลกวัชชะ แต่ไม่ถึงกับขั้นผิดวินัยร้ายแรง จนถึงกับต้องปาราชิก
ทั้งนี้ ได้ประสานไปยังคณะสงฆ์และเจ้าคณะผู้ปกครอง จะต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดมากกว่าที่เคยดำเนินการมาก่อน เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่กระทำผิดแบบเดิมซ้ำอีก
โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยอมรับว่า กรณีในลักษณะดังกล่าว สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา แต่เป็นเพียงส่วนน้อยที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานพระพุทธศาสนาไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้กำชับไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดและเจ้าคณะจังหวัดทุกพื้นที่อยู่แล้ว ให้ช่วยกันสอดส่องดูแล ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรอบพระธรรมวินัย แต่ยอมรับว่ามีบ้างที่เล็ดลอดออกไป
ฟังอีกมุม "หลวงพี่โจ" เป็นที่รักของชาวบ้าน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดไร่พรุ ม.8 ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งเป็นวัดที่หลวงพี่โจสังกัดอยู่ และ หลวงพี่โจ มีตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไร่พรุ เพื่อสัมภาษณ์เจ้าอาวาส แต่ปรากฎว่า เจ้าอาวาสไปปฏิบัติศาสนกิจที่ อ.นาโยง จ.ตรัง
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้พบกับชาวบ้าน ที่เดินทางมาให้อาหารสุนัขและแมวในวัดเป็นประจำทุกวัน โดย ชาวบ้าน อายุ 74 ปี เล่าว่า รู้จักพระโจเป็นอย่างดี เพราะพระโจบวชเรียนเป็นสามเณรอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนปัจจุบันนี้เป็นพระนักเทศน์ ที่เทศนาดี มีแฟนคลับจำนวนมาก เป็นที่รักของชาวบ้าน พระโจยังเปิดหัองเรียนเพื่อสอนธรรมมะให้เด็กๆในละแวกวัด เด็กบางรายที่เคยเกเร ก็กลับมาเป็นเด็กเรียบร้อยขึ้น
"ส่วนเรื่องประเด็นดรามาตนพอทราบบ้าง ซึ่งตนคิดว่าสังคมเดี๋ยวนี้รู้เรื่องราวอะไรเพียงเล็กน้อย ก็พากันวิจารณ์กันสนุกปาก จนเกิดความเสียหาย ตนไม่อยากให้พระดีๆต้องมาลาสิกขาเพราะประเด็นโซเชียล" ชาวบ้านคนดังกล่าวระบุ