นายธันย์ชนนกล่าวต่อไป ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตนนึกย้อนไปถึงนโยบายของทุกพรรคทุกฝ่ายที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. และการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา ว่าด้วยการจัดการปัญหาการทุจริต ซึ่งในปัจจุบันเอง ทั้งผู้บริหารในระดับ กทม. และผู้บริหารประเทศ ต่างก็เคยมีนโยบายดังกล่าวอยู่ ที่เคยได้ให้สัญญากับประชาชนไว้
เช่น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม. คนปัจจุบัน มีนโยบาย “โปร่งใส ไม่ส่วย” ซึ่งมีมาตรการสำคัญจำนวนหนึ่ง ได้แก่ การพัฒนาระบบติดตามการดำเนินการและการขอออนุญาต, การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่, และระบบ one stop service เพื่อลดโอกาสการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่
นายธันย์ชนนกล่าวต่อไปว่า ไม่ว่าที่ผ่านมาจะยังมีอุปสรรคอะไรที่ทำให้ทาง กทม. ยังไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายที่ผู้ว่า กทม. เคยหาเสียงไว้ได้อยู่ก็ตาม ตนไม่ติดข้องใจแต่อย่างไร แต่เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาแล้ว ตนคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มีการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างจริงจังเสียที เพราะนี่คือข้อสะท้อนว่ายังมีปัญหาส่วยดำรงอยู่ ซึ่งการสร้างระบบป้องกันขึ้นมา ย่อมดีกว่าการตามไปจับทีละราย ๆ เช่นนี้แน่นอน
นอกจากนี้ กทม. ควรที่จะมีการปรับเอานโยบายของทุกส่วนที่เคยนำเสนอต่อสังคมไว้ โดยเฉพาะนโยบายของพรรคก้าวไกล หรืออดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. ของพรรคก้าวไกล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร มาปรับใช้เพื่อการป้องกันการทุจริตเรียรับผลประโยชน์เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการสร้างรัฐโปร่งใสของพรรคก้าวไกล โดยการเปิดข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้งบประมาณ การดำเนินการต่างๆ ตลอดจนการแก้ไขกฎหมายและระเบียบเพื่อลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เป็นช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต หรือจะเป็นการมีระบบร้องเรียนโดยตรงถึงผู้ว่า กทม. อย่างที่นายวิโรจน์เคยเสนอ เป็นต้น
“เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาส่วยยังมีอยู่ และการแก้ปัญหาก็มีความจริงจังขึ้น แต่กุญแจสำคัญที่จะลดการทุจริตได้จริงก็คือการเปิดเผยข้อมูลและการเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบ ซึ่งพรรคก้าวไกลเน้นย้ำมาโดยตลอด ส่วนนโยบายของท่านชัชชาติว่าด้วยการปราบทุจริตก็ดีหลายตัว ผมคิดว่านี่คือโอกาสที่ดีที่เราจะเริ่มดำเนินการได้แล้ว” นายธันย์ชนนกล่าว