เนชั่นทีวี

ข่าว

"ร่มธรรม"แนะเร่งแก้คลื่น 3 ลูก วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม

13 ก.ย. 2566 | thanita_boo

"ร่มธรรม"แนะเร่งแก้คลื่น 3 ลูก วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม

"ร่มธรรม ขำนุรักษ์" อภิปรายนโยบายรัฐบาล แนะเร่งแก้คลื่น 3 ลูก วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม เผยกังวลมีหลายนโยบาลไม่ตรงปก ห่วงรัฐบาลไม่จริงจังแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

13 กันยายน 2566 นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.จ.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดเผยว่า วานนี้(12 ก.ย.) ได้อภิปรายพร้อมให้ความเห็นต่อการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยระบุว่า การแถลงนโยบายถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดต่อความเป็นอยู่ของประชาชน อย่างน้อยใน 4 ปีข้างหน้าโดยหากเปรียบเทียบรัฐบาลเป็นดั่งเรือที่จะพาคนไทยออกเดินทาง ท่ามกลางคลื่นปัญหาที่หลากหลาย ทั้งคลื่นปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาการเมืองการปกครอง ปัญหาด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ไปจนถึงคลื่นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ

เพราะฉะนั้นประชาชนคนไทยย่อมมีความคาดหวังเป็นอย่างสูงว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้ จะนำพาคนไทยฝ่าคลื่นปัญหาที่ถาโถมเหล่านี้ไปให้ได้ แต่จากการแถลงนโยบายทำให้ตนเริ่มไม่มั่นใจว่าเรือที่นำโดยนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 และคณะรัฐบาลลำนี้ จะนำพาประเทศและประชาชนไปได้ไกลแค่ไหน 

นายร่มธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า มีหลายนโยบายที่ไม่ตรงปก หลายนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ไม่มีอยู่จริง หลายนโยบายที่อยู่ในคำแถลงนี้มีลักษณะผิวเผิน เขียนไว้กว้างๆ และไม่มีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม หรือกรอบเวลาที่ชัดเจน มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านมองว่าเป็นนโยบายที่ไม่มองลึกไปถึงต้นตอของปัญหา ไม่มองไปถึงคลื่นใต้น้ำ เช่น ปัญหาทุนผูกขาด ปัญหาคอรัปชั่น และปัญหาเชิงโครงสร้าง หรืออาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลอาจไม่ได้จริงใจกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และไม่มองถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นที่ตั้ง

อีกประเด็นที่ทำให้ตนไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐบาลนี้ คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนในความไม่เหมาะสมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในบางกระทรวงที่ถูกมองว่าผิดฝาผิดตัว เช่น การให้อดีตข้าราชการตำรวจมากำกับดูแลด้านการศึกษา การเกษตร และสิ่งแวดล้อม การให้อดีตข้าราชการครูมาดูแลด้านความมั่นคงของประเทศ หรือการทหาร และที่สำคัญคืออาจมีตัวแทนกลุ่มทุนขนาดใหญ่ด้านการเกษตร ด้านอาหาร และด้านพลังงานมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบางกระทรวง

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ประชาชนก็อาจวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นรัฐบาล หรือรัฐมนตรีหุ่นเชิดหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ตนให้ความสำคัญกับการไม่ตัดสินในตัวบุคคลไปก่อน และเชื่อว่าคนเราสามารถเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงได้ และเมื่อรัฐบาลได้รับโอกาสแล้ว ขอให้ทำงานอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมา

ต่อมา นายร่มธรรม ได้กล่าวถึงความกังวลในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมให้ข้อเสนอแนะการดำเนินงานของรัฐบาล โดยระบุว่า ตนค่อนข้างเป็นกังวลต่อทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ สภาพภูมิอากาศของโลก ดังนั้นจึงขอเน้นย้ำถึงปัญหาและมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยและโลก กำลังเผชิญกับคลื่นลูกใหญ่ของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อย่างน้อย 3 ลูก ได้แก่

คลื่นลูกที่ 1 คือ ปัญหาโลกร่อยหรอ หรือ วิกฤติการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดจากการใช้ทรัพยากรเกินขนาดทั้งบนบกและในทะเล ส่งผลให้ทรัพยากรทางธรรมชาติของเราลดลง ทั้งป่าไม้ น้ำ และสัตว์ป่า โดยในดัชนี Environmental Performance Index พบว่าคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ในปี 2565 ตกไปอยู่ในอันดับที่ 108 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก รัฐบาลจะต้องมีมาตรการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น จัดทำแนวเขตป่าให้แล้วเสร็จ พร้อมกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนให้เป็นธรรม รัฐบาลต้องพิจารณาโครงการของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างถี่ถ้วน เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำในป่า หรือ กำแพงกันคลื่นริมทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการจัดการสวัสดิการของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ผู้ที่เป็นด่านหน้าในการปกป้องอนุรักษ์ แต่ได้รับค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด ซึ่งตนเห็นว่าควรมีการปรับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับภาระหน้าที่ และความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ รวมทั้งรัฐบาลจะต้องเร่งจัดการกับปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อม ที่ยังคงพบปัญหานี้อยู่ และอาจจะกลับมามากกว่าเดิม

คลื่นลูกที่ 2 คือ ปัญหาโลกเลอะ หรือวิกฤตด้านมลพิษ ทั้งมลพิษทางอากาศ น้ำเสีย และขยะมูลฝอย โดยในแต่ละปีคนไทยเสียชีวิตหลายหมื่นคน เพราะมลพิษทางอากาศ ประชาชนจึงคาดหวังให้มีกฎหมายอากาศสะอาด และน้ำสะอาด เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษและน้ำเสียจากต้นตออย่างจริงจัง ต้องมีการปกป้องสิทธิของประชาชน ที่จะมีอากาศสะอาดให้หายใจ และน้ำสะอาดเพื่อดื่มใช้ และมีสิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ได้ แม้ว่าในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล บอกเพียงว่าจะแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งตนเห็นว่ามีการประกาศเรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แล้วจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้อย่างไร 

ด้านขยะมูลฝอย รัฐบาลต้องมีมาตรการและกฎหมายควบคุมการสร้างขยะมูลฝอยและขยะพลาสติกอย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และผลักดันการจัดการขยะให้เป็นระบบทั่วประเทศ

และสุดท้ายด้านคมนาคมขนส่ง รัฐบาลจะต้องส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในสัดส่วนที่สูงกว่านี้ ควรจะตั้งเป้าหมายในการอนุญาตให้จำหน่ายเฉพาะรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำเพียงเท่านั้น ในปี 2030 หรือ 2035 เหมือนที่ในหลายๆประเทศกำหนด นอกจากนี้ ต้องสนับสนุนการใช้รถสาธารณะให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อลดมลพิษ และที่สำคัญราคาค่าโดยสารรถสาธารณะต้องมีราคาถูก เมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ โดยเฉพาะค่ารถไฟฟ้า แต่ปรากฏว่านโยบายราคาค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ก็ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายนี้ แม้จะเป็นสิ่งที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนก็ตาม

คลื่นลูกที่ 3 ถือเป็นคลื่นของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติจะต้องเผชิญ คือปัญหาโลกรวน หรือ วิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งจากภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง และการผลิต ที่ทำให้โลกของเราร้อนยิ่งขึ้น และรวนยิ่งขึ้น ซึ่งไม่นานมานี้ UN ก็เตือนว่าโลกได้เข้าสู่ยุคภาวะโลกเดือดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกรวนมากที่สุดในโลก ซ้ำร้ายก่อนหน้านี้ Climate Action Tracker ได้ประเมินว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีนโยบายลดโลกร้อนที่แย่ที่สุดในโลกอีกด้วย ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลผลักดันให้เรื่องสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมมีกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และมีแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero พร้อมกับแนวทางที่ชัดเจนในการรับมือปรับตัวกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโดยเร็วที่สุด รวมทั้ง รัฐบาลจะต้องส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในประเทศให้ได้มากที่สุด เช่น ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือน และควรจะสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้ากลับคืนสู่ระบบ ด้วยระบบ Net Metering อีกทั้งควรจะปรับโครงสร้างทางพลังงาน ทั้งนี้เพื่อค่าพลังงานที่เป็นธรรมต่อประชาชน และเป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ สร้างรายได้ให้ประชาชนจากโอกาสใหม่ๆในธุรกิจสีเขียว สำหรับกลไกคาร์บอนเครดิต หรือการดูดซับก๊าซเรือนกระจก ไม่ควรเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนรายใหญ่เพียงอย่างเดียว ซึ่งกลไกลนี้ควรจะสนับสนุนให้ประชาชนแต่ละพื้นที่ให้มีส่วนร่วมมากที่สุด อีกทั้ง รัฐบาลยังควรให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งน้ำเพื่ออุปโภค น้ำเพื่อการเกษตร และอุตสาหกรรม ทั้งปัญหาแหล่งต้นน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำ และการระบายน้ำ เพราะประเทศไทยมีภัยพิบัติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับปรากฎการณ์เอลนีโญ และลานีญา ที่อาจสร้างความเดือดร้อน หากไม่มีการจัดการด้านน้ำอย่างเป็นระบบ

“ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกระทรวงที่สำคัญอันดับต้นๆ ที่ควรจะมีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม เพราะมูลค่าทางสิ่งแวดล้อมนั้นไม่สามารถประเมินค่าได้ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการร่วมกันแก้ไขปัญหา แต่วันนี้ นโยบายจากคำแถลงของคณะรัฐมนตรี กลับมีเพียงคำพูดกว้างๆ ไม่มีตัวชี้วัด หรือกรอบเวลาที่ชัดเจน ประกอบกับคนดูแลที่ผิดฝาผิดตัว ทำให้ผมไม่มั่นใจว่าเรือของท่านนายกและคณะรัฐบาลลำนี้ จะพาเราไปได้ถึงไหน จะพาเราฝ่าคลื่นลูกใหญ่ของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 3 ลูกที่ผมกล่าวไป ได้หรือไม่ เรือลำนี้อาจจะล่มจมทะเลเสียตั้งแต่คลื่นลูกแรกก็เป็นได้ และอีกปัญหาที่ผมกังวลจากรัฐบาลนี้ คือโรคหลงลืมประชาชน หลงลืมนโยบายที่ได้หาเสียงและสัญญากับประชาชนไว้ ท้ายที่สุดผมคงไม่มีความสุขหากต้องเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลนี้ และทำให้ประชาชนเดือดร้อน โดยพวกเราพรรคประชาธิปัตย์ จะขอทำหน้าที่คอยตรวจสอบ และเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ ขอให้ท่านฟังเสียงของตัวแทนพี่น้องประชาชน ในการนำพาประเทศชาติของเราฝ่าคลื่นวิกฤตปัญหา โดยเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เพิ่มโอกาสให้ประชาชนในการสร้างรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึงต่อไป และที่สำคัญ เราต้องไม่ทิ้งประชาชนคนใด ไว้ให้จมอยู่กลางทะเล“ นายร่มธรรม กล่าว

ข่าวล่าสุด