อาการที่ลดลง เกิดจากผลที่มีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้น จากการติดเชื้อครั้งแรก รวมทั้งจำนวนหนึ่งได้รับวัคซีน และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ไวรัส ที่อาจจะทำให้ความรุนแรงลดลง
ย้อนไปอ่านโพสต์ หมอยง ก่อนหน้านี้
โดย "หมอยง" ระบุข้อความว่า
โควิด 19 ความรุนแรงของโรคลดลงมาโดยตลอด
ยง ภู่วรวรรณ
ราชบัณฑิต
28 มกราคม 2566
โรคโควิด 19 มีแนวโน้มความรุนแรงของโรคลดลงมาโดยตลอด ด้วยปัจจัยหลายอย่างคือ
1. การพัฒนาของไวรัสเพื่อความอยู่รอด ไวรัสพัฒนาตัวเองให้มีความรุนแรงลดลง เพื่อจะได้อยู่กับมนุษย์ เพราะถ้าทำให้เกิดความรุนแรงหรือเสียชีวิตตัวไวรัสเองก็อยู่ไม่ได้ การพัฒนาวัคซีนสมัยก่อนเช่น โปลิโอวัคซีน การทำให้เชื้ออ่อนฤทธิ์ลง จะเอาไวรัสมาเพราะเชื้อไปเรื่อยๆ ผ่านหลายๆครั้ง
เมื่อนานเข้าไวรัสจะเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมให้อ่อนฤทธิ์ลง แล้วจึงเอามาทำเป็นวัคซีน เช่นเดียวกันกับเชื้อโควิด 19 เมื่อติดในมนุษย์ผ่านไปเป็นจำนวนรอบมากๆ นานเข้า ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมลดความรุนแรงมาโดยตลอด อัตราการเสียชีวิตของทั่วโลกลดลงจาก 3-5% มาเหลืออยู่ที่ประมาณ 1%หรือน้อยกว่า ตัวเลขที่รายงานโดยองค์การอนามัยโลก
แต่ยอดการเสียชีวิตกับการติดเชื้อขององค์การอนามัยโลก จะพบว่ายอดการติดเชื้อต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ดังนั้นอัตราการเสียชีวิตจริงๆก็จะยิ่งน้อยลงไปมากๆ สำหรับประเทศไทยอัตราการเสียชีวิต ลดลงจาก 1% ในตอนแรก เหลือขณะนี้น้อยกว่า 0.1% และยิ่งในคนปกติด้วยแล้วไม่น่าจะแตกต่างกับไข้หวัดใหญ่
2. การติดเชื้อในมนุษย์ มีเป็นจำนวนมากคาดว่าน่าจะเกินกว่า 70% ขึ้นไปของประชากร เช่นเดียวกับในประเทศไทยเราทำการศึกษาของเรา ก็พบว่ามีการติดเชื้อไปแล้วมากกว่า 70% ของประชากร หรือประมาณมากกว่า 50 ล้านคน และประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
ทำให้เกิดภูมิต้านทานแบบลูกผสม ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดียิ่งขึ้น กว่าวัคซีนอย่างเดียวหรือติดเชื้ออย่างเดียว และพิสูจน์แล้วว่าลดความรุนแรงของโรคลงได้ไม่ว่าเชื้อนั้นจะกลายพันธุ์มาถึง XBB.1.5
3. ลำพังวัคซีนอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ในขณะเดียวกันวัคซีนกระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานที่สูงมากกว่าการติดเชื้อ เช่น mRNA วัคซีน ยิ่งมีผลไปกดดันไวรัสให้หลีกหนีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นเพื่อความอยู่รอดของตัวไวรัส จึงทำให้เกิดการกลายพันธุ์มาโดยตลอด
โดยหลักการตามวิวัฒนาการแล้ว เมื่อมีอะไรไปกดดัน ไวรัสก็พยายามหลีกเลี่ยง ดังนั้นภูมิต้านทานที่เกิดจากวัคซีนที่สูงมากจึงไม่สามารถที่จะป้องกันการติดเชื้อได้เลย แต่ระบบภูมิต้านทานในบางระบบช่วยในการลดความรุนแรงของโรค
โดยสรุปในบ้านเรา มีการติดเชื้อไปแล้วมากกว่า 70% และ มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 2 เข็ม มากกว่า 80% ประชากรส่วนใหญ่จึงมีภูมิต้านทานแบบลูกผสม ที่สามารถลดความรุนแรงของโรคได้เป็นอย่างดีถึงแม้ว่าเชื้อกลายพันธุ์ตัวใหม่ XBB.1.5 ที่กำลังจะเข้ามา ( ขณะนี้เป็นสายพันธุ์หลักในอเมริกา)
ข้อมูลใหม่ระบุว่าวัคซีนเข็มกระตุ้นตัวล่าสุดจาก Pfizer/BioNTech และ Moderna สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อจากโควิดสายพันธุ์ย่อย XBB ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วได้
อีกความคืบหน้า โดยทางด้าน Dr. Brendan Jackson หัวหน้าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 ของสหรัฐฯ กล่าวว่า
“ในวันนี้ มีหลักฐานเพิ่มเติมที่แสดงให้เห็นว่า วัคซีนชนิดล่าสุด สามารถป้องกันผู้คนจากไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ล่าสุดได้ ”
วัคซีนเข็มกระตุ้นหรือ booster ตัวล่าสุด ที่เปิดตัวช่วงฤดูใบไม้ร่วง มีความสามารถป้องกันไวรัสโควิด-19 โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4/BA.5 ที่ในตอนนี้มีอิทธิพลลดลงไปมากจากการที่สายพันธุ์ย่อย XBB แพร่ระบาด
การศึกษาชิ้นล่าสุดระบุว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า วัคซีนมึความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์ย่อย XBB ต่ำ ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นครอบคลุมมากแค่ไหน!
นักวิจัยได้พิจารณาตรวจสอบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมถึง 13 มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่สายพันธุ์ย่อย XBB และ XBB.1.5 ในสหรัฐฯ มีจำนวนเพิ่มขึ้น ขณะที่ CDC ระบุว่าวัคซีนตัวล่าสุดช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยได้ราวครึ่งหนึ่งของผู้ที่เคยได้รับวัคซีนโควิด-19 ชนิดเดิมที่ 2-4 โดส
โดยในกลุ่มผู้มีอายุ 18-49 ปี วัคซีนตัวใหม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ BA.5 52% และ XBB/XBB.1.5 48% ขณะที่ในกลุ่มผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงเหลือ 37% ในการป้องกันการติดเชื้อ BA.5 และ 43% ในการป้องกันการติดเชื้อ XBB/XBB.1.5
ดร. Jackson ยังระบุเพิ่มเติมว่า แต่วัคซีนตัวใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงสามารถลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้มากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับวัคซีนชนิดเดิม และหากผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนโควิดมาก่อนฉีดวัคซีนตัวใหม่นี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตลงกว่า 13 เท่า แม้ยังไม่มีผลในรายงานการศึกษาก็ตาม
ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า
เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ เป็นการติดเชื้อจากสายพันธุ์ย่อย XBB.1.5 (ข้อมูลวันที่ 21 ม.ค.) ขณะที่ CDC เตรียมหารือกับองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ว่าควรเสนอให้ฉีดวัคซีนโควิดปีละครั้งเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือไม่
.
โควิด 19 การใส่หน้ากากอนามัย
ยง ภู่วรวรรณ
ราชบัณฑิต
18 มกราคม 2566
ปัจจุบันต้องยอมรับว่า โรคโควิด 19 กำลังเข้าสู่โรคประจำฤดูกาล ความรุนแรงของโรคลดลงมาโดยตลอด ระยะเวลาผ่านมาแล้วถึง 3 ปี ประชากรส่วนใหญ่ติดเชื้อไปแล้ว หรือฉีดวัคซีนไปเป็นจำนวนมากพอสมควรแล้ว ปัญหาขณะนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะต้องปกป้อง ไม่ให้เกิดความรุนแรง และเสียชีวิตได้
เมื่อกาลเวลาผ่านไป แนวทางการปฏิบัติก็ย่อมมีการผ่อนปรนแบบสมดุล
การใส่หน้ากากอนามัย องค์การอนามัยโลก (13 มกราคม 2566) ให้คำแนะนำในการใส่หน้ากากอนามัยใน
ผู้ที่สัมผัสโควิด 19
ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคโควิด 19 แล้วจะมีความรุนแรง อย่าง เช่นในผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือที่รู้จักกันในนาม 608
ในคนปกติทั่วไป ที่อยู่ในพื้นที่ปิด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก
ในแต่ละพื้นที่ จะต้องคำนึงถึงความเสี่ยง และสถานการณ์ของการระบาดของโรค
การฉีดวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม เป็นอย่างน้อย จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้
อ่านรายละเอียดได้จาก >>