มีการประเมินว่าอัตราการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ "เดลต้า" อยู่ที่ประมาณ 5 ถึง 6 ซึ่งหมายความว่าผู้ติดเชื้อจะแพร่เชื้อไปยังคนอื่นโดยเฉลี่ย 5 หรือ 6 คนโดยที่ไม่มีมาตรการควบคุม (ไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่มีการเว้นระยะห่างทางกายภาพ และไม่ฉีดวัคซีน) โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BF.7 มีค่า R0 เท่ากับ 10 ถึง 18.6 ซึ่งทำให้สายพันธุ์นี้เป็นโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยที่แพร่เชื้อได้มากที่สุดสายพันธุ์หนึ่งในตระกูลโอมิครอน ทำให้เกิดความยากลำบากมากขึ้นในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด (ภาพB)
จากการนำข้อมูลรหัสพันธุกรรมของโอมิครอนแต่ละสายพันธุ์ในช่วงเวลา 6 เดือนของการระบาดมาคำนวณพบว่า โอมิครอน BF.7 ซึ่งเป็นรุ่นลูกของ BA.5 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เหนือกว่า BA.5.2, BA.5.1.7 ประมาณ 22% ทำให้เกิดระบาดเป็นสายพันธุ์หลักในกรุงปักกิ่งได้ (ภาพ1) อย่างไรก็ตาม
- โอมิครอน BA.2.75 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เหนือกว่า BF.7 ประมาณ 11% (ภาพ2)
- โอมิครอน BN.1 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เหนือกว่า BF.7 ประมาณ 97% (ภาพ2)
-โอมิครอน XBB มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เหนือกว่า BF.7 ประมาณ 90% (ภาพ3)
- โอมิครอน XBB.1 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เหนือกว่า BF.7 ประมาณ 139% (ภาพ3)
- โอมิครอน BQ.1 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เหนือกว่า BF.7 ประมาณ 111% (ภาพ4)
- โอมิครอน BQ.1.1 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เหนือกว่า BF.7 ประมาณ 147% (ภาพ4)
ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่โอมิครอน BF.7 ที่พบในไทยจะเกิดระบาดแซงหน้าสายพันธุ์อื่นกลายเป็นสายพันธุ์หลักเหมือนที่กรุงปักกิ่ง เนื่องจากประเทศไทยมีโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75, BN.1,XBB,XBB.1,BQ.1,BQ.1.1, และ CH.1.1 ครองพื้นที่อยู่ก่อนแล้วซึ่งล้วนแล้วมีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาด เหนือกว่า BF.7 ทั้งสิ้น (ภาพ5)
แม้แต่โอมิครอน BF.7 ที่พบในปักกิ่งเอง ผู้เชี่ยวชาญก็เชื่อว่าไม่ช้าจะถูกแทนที่ด้วย BQ.1 (หลานของ BA.5) และ CH.1.1 (เหลนของ BA.2) ที่แพร่มาจากฝากฮ่องกง
ขอขอบคุณที่มา >>