"นายธนากร คมกฤส" เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นเหมือนหม้อต้มน้ำที่กำลังร้อนขึ้น จากการที่สินค้าจำเป็นหลายร้อยรายการทยอยปรับขึ้นราคามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อาชญากรรมทางเศรษฐกิจก็พุ่งขึ้นสูงมีการหลอกลวงทางการเงินเกิดขึ้นมากมาย
ศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานว่าในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา (มี.ค.-ก.ย. 65) ได้รับแจ้งทั้งสิ้น 84,605 เรื่อง เฉลี่ยกว่า 400 เรื่องต่อวัน ในอีกด้านหนึ่งประชาชนจำนวนไม่น้อยหันไปเลือกการพนันเป็นทางออก เห็นได้จากการขยายตัวของหวยทุกประเภท ทั้งหวยรัฐบาล หวยใต้ดินและหวยเพื่อนบ้าน การพนันฟุตบอล และบ่อนพนันออนไลน์
หากไม่มีการปรับตัวที่ดีเกรงว่าคนไทยจำนวนหนึ่งอาจจะกลายเป็นกบที่ถูกต้มในหม้อต้มน้ำ จึงนำมาสู่การสำรวจว่า "คนไทยกำลังเป็นกบต้มหรือกบรอด" โดยเครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน 9 จังหวัด ลำปาง พะเยา น่าน กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุบลราชธานี เลย สระบุรี และกรุงเทพมหานคร จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 579 ราย ระหว่างวันที่ 11-20 กันยายนที่ผ่านมา เป็นเพศหญิง 67% เพศชาย 33% 54% พำนักอยู่ในเขตเมืองและชานเมือง 46% อยู่ในเขตชนบท
โดยมุ่งสอบถามใน 3 ประเด็นคือ หนึ่ง ประชาชนกำลังเดือดร้อนหรือไม่? สอง จัดการปัญหาอย่างไร? และ สาม มีรายจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นหรือไม่? พบว่า ผู้ตอบจำนวนไม่น้อยอยู่ในภาวะรายได้ไม่พอกับรายจ่าย มีเพียง 14% ที่ตอบว่ามีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย ขณะที่ 57% อยู่ในสภาพก้ำกึ่งบางช่วงก็พอจ่ายบางช่วงก็ไม่พอ ขณะที่ 29% อยู่ในสภาพมีเงินไม่พอจ่ายแทบตลอดเวลา
ทำให้กว่า 80% ต้องนำเงินเก็บออมสำหรับอนาคตมาใช้จุนเจือความเดือดร้อนในปัจจุบัน 56% ต้องใช้วิธีหมุนเงินเอารายรับก้อนนี้ไปโปะหนี้ก้อนโน้น ใช้วิธีกู้หนี้ใหม่เพื่อไปปลดหนี้ก้อนเก่า 25%อาศัยแหล่งเงินกู้นอกระบบ อีกประเด็นคือผู้ตอบ 30% นำเงินไปลงทุนกับกิจการที่มีความเสี่ยงสูงเพราะเชื่อคำโฆษณาว่าผลตอบแทนดี ขณะที่ 60% ฝากความหวังกับการเล่นพนัน
เมื่อถามถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต พบว่ากว่า 80% ยังนิยมช็อปออนไลน์ ในจำนวนนี้กว่า 20% ตอบว่าช็อปเป็นประจำ ขณะที่กว่า 60% ยังพึ่งพิงอาหารจากร้านสะดวกซื้อหรือบริการอาหารดีลิเวอรี่ ซึ่งล้วนทำให้ชีวิตมีรายจ่ายที่มากขึ้น ในจำนวนนี้ 12% ใช้บริการนี้เป็นประจำ ที่น่าสังเกตคือผู้ตอบ 56.8% ตอบว่ายังมีการจับจ่ายใช้สอยตามกระแส "ของมันต้องมี" เห็นเขามีเราต้องมีบ้าง และ 66% ยังมีการเที่ยวสถานบันเทิงสังสรรกับเพื่อน โดยเกือบ 10% ยังใช้ชีวิตแบบนี้เป็นประจำ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ปิดช่องทางเงินรั่วไหล เลิกสนใจเสี่ยงโชค และงดการบริโภคที่ไม่จำเป็น คงยากที่จะรอด"
ด้าน"นายวุฒิชัย ศรีโชค" รปภ.บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เล่าว่า ราว 5 ปีที่แล้วตนมีภาระหนี้สินมากราว 50,000 กว่าบาท เพราะมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย จึงไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ต้องจ่ายดอกเบี้ยเดือนละหลายพันบาท ยิ่งทีเงินต้นกลับยิ่งเพิ่ม ฝากความหวังกับการซื้อหวยงวดละสองพัน ก็ไม่เคยได้ แถมยังสูบบุหรี่อีกวันละร่วมสองซอง
"โชคดีที่ได้รับคำแนะนำจากที่ทำงาน ให้ตนลงบัญชีรายรับรายจ่าย และเริ่มเห็นว่าผมมีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหลายอย่างมาก จึงพยายามลดรายจ่ายพวกนั้นลง เริ่มจากการเลิกบุหรี่ และเลิกเล่นหวย เอาเงินมาหยอดใส่กระปุก พอเงินเก็บเริ่มมีมากตนจึงไปเปิดบัญชีธนาคาร และขอเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อขอลดดอกและผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ ใช้เวลากว่า 2 ปีจึงใช้หนี้ได้ทั้งหมด ดีใจมากถึงขนาดส่งเงินไปให้เมียและลูกขึ้นรถไฟมากรุงเทพ เพื่อมากินสุกี้มื้อแรกด้วยกัน หลังจากไม่เจอกันเกือบสามปี"