นายวสันต์ โพธิพิมพานนท์ อดีตศิษย์เก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์ จบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจการตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก สหรัฐอเมริกา เป็นนักธุรกิจเจ้าของกิจการเบนซ์ทองหล่อ
วสันต์ ชายผู้สร้างสร้างตำนาน "ตลาดนัดคนเคยรวย" ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ช่วงเศรษฐกิจไทยตกต่ำขั้นสุด ด้วยไอเดียจัดตลาดนัดคนเคยรวย ที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก จัดแบ่งสถานที่ขายรถเบนซ์ส่วนหนึ่งมาเปิดร้านขายส้มตำ โดยสร้างกระแสฮือฮาด้วยการเปิดร้านตำส้มตำให้รับประทานฟรี 1 วัน
การเริ่มต้นสู่วงการธุรกิจรถหรูของคุณสันต์ เขามีใบเบิกทางคือความขยัน มุ่งมั่น อดทน และรู้จักเก็บออม นับตั้งแต่ในวัยเด็ก เขาก็เริ่มทำงาน
ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ คือรับไอศกรีมไปขายตามงานวัดที่มีหนังกลางแปลง ได้เงินมาก็นำไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่ง
เรียนจบมหาวิทยาลัย เขาเลือกที่จะเสี่ยงดวงไปเป็นโรบินฮู้ดอยู่อเมริก การใช้ชีวิตที่นั่นก็ไม่ได้สุขสบาย ทั้งยังถึงขั้นต้องไปเป็นกรรมกรที่แท่น
ขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลแถวนิวออร์ลีนส์ ตอนที่เงินไม่มีติดตัวสักบาทก็ทำมาแล้ว!!
จนกระทั่งเก็บเงินจากการทำงานที่อเมริกาได้ก้อนหนึ่งจึงมุ่งมั่นจะเรียนให้จบปริญญากับเขาสักใบ เพราะนึกถึงคำสอนของแม่ที่สิ้นไปตั้งแต่
คุณวสันต์อายุได้ 10 ขวบว่าให้เรียนเก่งๆ และเรียนสูงๆ คุณวสันต์จึงไปสมัครทำงานที่ 7-11 หาเงินส่งตัวเองเรียน MBA จนจบ ขณะที่กำลัง
เรียนต่อปริญญาเอกก็ต้องกลับเมืองไทยมาช่วยกิจการของพี่ชายพอดี
ครั้งหนึ่ง วสันต์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
"ผมไม่เคยสอบอะไรได้เลย ตอนเรียนในห้องก็ไม่ค่อยสนใจ ขอแค่สอบผ่านได้เลื่อนชั้นก็พอ ไม่ได้สนใจว่าต้องได้คะแนนเยอะๆ ให้คนชื่นชม แต่ครูก็ให้คะแนนความประพฤติดี เพราะทำตัวดีไม่เคยขาดเรียน แต่ไม่เคยทำการบ้าน ถามว่าเก่งไหม ถ้าผมเรียนผมคิดว่าเก่ง สมองผมไม่แพ้ใครแต่ผมไม่ค่อยสนใจที่จะเรียนเอาแค่ผ่านๆก็พอ สอบคัดเลือกอะไรก็ตกหมด ถ้ามีอะไรเขียนๆ ผมก็ผิดหมด เพราะผมเขียนหนังสือไม่จบ สมองเร็วกว่ามือ ตรงนี้ที่ทำให้ผมไปสอบไม่ผ่าน สอบเอนทรานซ์ก็ไม่ได้ หอการค้าสัมภาษณ์ตก สอบโทเฟลก็ไม่ผ่าน แต่ถ้าได้เรียนก็แค่สอบผ่าน แค่เลื่อนชั้นได้"
คุณวสันต์เริ่มงานด้านเซลส์ ในบริษัทจัดสรรที่ดินแห่งหนึ่ง โดยได้งานตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เริ่มจากการเป็นนักศึกษาฝึกงาน ขายที่ดินจัดสรร ตอนฝึกงานได้เงินเดือน 500 บาท พอฝึกเสร็จปรากฏว่าผลงานผ่าน ทางบริษัทให้ทำงานต่อ ให้เงินเดือนขึ้นเป็น 1,000 บาท ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ กระทั่งมีปัญหาแล้วตัดสินใจลาออก พอลาออกจากงานเซลส์ที่ดิน
"ในวันนั้น เดินใจลอยไปเรื่อยๆ จากราชเทวีไปบ้านพักที่หลานหลวง จากนั้นพี่สาวลูกของป้าชวนไปทำงานขายพื้นที่โฆษณาบนป้ายรถเมล์ โดยให้รถใช้คันหนึ่ง และเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด แต่งานยากมาก ทำแล้วทำให้รู้สึกเบื่อ ไม่รู้จะไปไหนก็เลยบวชพระดีกว่า จึงตัดสินใจกลับบ้านไปบวชให้พ่อให้แม่ หลังจากนั้นก็เริ่มเทศน์ หลวงพ่อก็เลยเห็นแววว่าจะให้เป็นเจ้าอาวาสเพราะเป็นคนเดียวที่เรียนสูงถึงปริญญาตรี แล้วมีความคิดจะบวชไม่สึก"
"ตอนที่บวชพระ เพื่อนได้มาเยี่ยมมากมาย อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนรักที่สนิทกันมาก คุณสุพจน์ อั่วศิริพร ซึ่งตอนนั้นอยู่ที่อเมริกา ส่งจดหมายชวนไปอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน พร้อมทั้งจะหาที่เรียนให้ หางานให้ หาที่อยู่ให้ เพียงแค่หาเงินซื้อตั๋วมาก็พอ ตอนนั้นรู้สึกว่าจากที่คิดว่าจะบวชไม่สึก พอเห็นจดหมายก็จีวรปลิวเลย อยากไปมาก มันตื่นเต้น อยากไปเห็นอเมริกา จึงส่งจดหมายตอบตกลงกลับไปให้เพื่อนและเพื่อนก็ดำเนินการให้ทุกอย่าง ตอนนั้นคิดว่าถ้าเรียนจบอเมริกามีงานดีๆ จะได้เป็นเสาหลักและที่พึ่งให้กับลูกหลาน" คุณวสันต์ เคยเปิดใจไว้ ณ ครั้งหนึ่ง
ต่อมา ได้ช่วยงานกิจการขายรถเก่าของพี่ชาย คุณสันต์ ก็ได้เรียนรู้และทำงานที่นี่จนชำนาญในทุกๆ ด้าน และมองเห็นโอกาสของธุรกิจ
การซื้อขายรถยนต์ จึงไปติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายรถกระบะและรถบรรทุก ซึ่งยอมตกลงแม้ว่าคุณวสันต์จะยังไม่มีโชว์รูมใหญ่โตเลย
ก็ตาม มีแต่เพิ่งหมาแหงนเล็กๆ เท่านั้น! แต่ที่เพิงหมาแหงนนี่เอง..ที่ขายรถได้เดือนละ 20 คัน แบบที่โชว์รูมบางที่ยังทำไม่ได้
หลังจากเข้าสู่วงการขายรถอย่างเต็มตัวแล้ว ก้าวต่อมาคือการเป็น "ตัวแทนจำหน่ายรถหรู" คุณวสันต์ตัดสินใจรวบรวมทุกความกล้าไปติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่าย "เบนซ์" รถในฝันของเขา แม้ว่าเขาเองจะยังไม่มีโชว์รูม ไม่มีเงินมาซื้อไปขายต่อ และไม่มีวงเงินธนาคารเหมือนเดิม แต่คราวนี้ยึดเทคนิคว่า "ขายให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาซื้อ" วันนั้น คุณสันต์ จึงได้แค็ตตาล็อกรถเบนซ์มาเสนอขายลูกค้าแบบปากเปล่า เมื่อลูกค้าตกลงซื้อ คุณสันต์ก็จะไปหาเงินซื้อรถมาขายให้ลูกค้าอีกทีหนึ่ง ทำเช่นนี้อยู่ 3 ปีจึงมีโชว์รูมเป็นของตัวเอง
"เบนซ์ทองหล่อ" เคยเผชิญกับวิกฤติในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำปี 2540 จากที่เคยค้าขายคล่องตัว กลับมีรถสปอร์ตที่ขายไม่อกตกค้างอยู่เป็นร้อยคัน ที่ดินที่เคยมีมูลค่าสูงกลับราคาตกต่ำ จนเป็นหนี้สินอยู่ถึงสองพันล้านบาท แต่คุณสันต์มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าว่าอย่างน้อยต้องประคับ
ประคองลูกน้องอีกเกือบ 500 ชีวิตให้ยังพออยู่ได้ โดยมีหลักธรรมะเป็นเครื่องนำทาง (คุณวสันต์ สนใจการปฏิบัติธรรมตาม ดร.เจษฏ์สุภา
ภรรยา)
เมื่อทำใจได้ว่าชีวิตมีขึ้นสูงก็ต้องมีตกต่ำไปเป็นธรรมดา ถ้าจุดที่เป็นอยู่นี้ถือว่าเป็นจุดที่ตกต่ำที่สุดแล้วของชีวิต นั่นหมายความว่าอนาคตข้างหน้า ย่อมสามารถกลับคืนสู่จุดที่สูงกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน
คุณวสันต์ จึงตัดสินใจจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศ มาเสนอแผนประนอมหนี้กับธนาคาร เปลี่ยนร้านอาหารหรูย่านทองหล่อมาขายข้าวเหนียวส้มตำ และยังเปิด "ตลาดนัดคนเคยรวย" ให้คนภายนอกนำของเคยรักเคยหวงมาขาย ได้เงินมาต่อลมหายใจธุรกิจของตัวเองได้อีก เรียกว่าไม่ละทิ้งทั้งลูกน้องและผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน
กว่าธุรกิจจะฟื้นตัวและพ้นจากหนี้สินต้องใช้เวลาถึง 15 ปี แต่ใจที่สู้อย่างไม่ท้อถอยในวันนั้นก็ ทำให้ อาณาจักรเบนซ์ทองหล่อของคุณวสันต์ยังคงยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ยืนหยัดร่วม 45 ปีบนเส้นทางสายธุรกิจรถยนต์ที่ครองใจมหาชนผู้ใช้รถเบนซ์มาอย่างยาวนานและศรัทธาต่อตัวเขาอย่างแท้จริง มั่นใจในความเป็น บิ๊กวสันต์ เบนซ์ทองหล่อ
บนเส้นทางชีวิต คุณวสันต์ หรือ บิ๊กสันต์ที่คุ้นปากกันดี ท่านยังเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ที่ปรึกษาสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ที่ปรึกษาสมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, กรรมการศิษย์เก่าอำนวยศิลป์ และยังเคยได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ผู้บำเพ็ญประโยชน์ดีเด่นของกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2540
แหละวันนี้ ถือว่าเป็นหนึ่งข่าวสุดเศร้า สะเทือนไปทั้งวงการ ธุรกิจรถยนต์และผู้คนที่ได้รู้จัก คุณสันต์ ผู้ชายที่มีความเป็นนักสู้ชีวิตตัวจริง ชายผู้ เป็นคนต้นแบบ เป็นแบบอย่างที่ดีของนักธุรกิจไทย ที่วันนี้ วินาทีนี้ บิ๊กสันต์ หรือ คุณวสันต์ จากทุกคนไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงตำนานของ เบนซ์ทองหล่อ ที่จะถูกเล่าขานสืบไป ตราบนาน
สำหรับกำหนดการพิธี รดน้ำศพ นายวสันต์ เบนซ์ทองหล่อ จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ เวลา 16.00 น. ณ ศาลา 4 วัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร
ทีมข่าวเนชั่นออนไลน์ ขอแสดงความเสียใจกับ ครอบครัว “โพธิพิมพานนท์” หรือ "บิ๊กวสันต์ เบนซ์ทองหล่อ" มา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ
#ด้วยรักและอาลัยยิ่ง