ทั้งนี้ เนชั่นทีวี ขอเลือกบางนโยบายมานำเสนอ
ผลประเมิน
1.โครงการ อีอีซี (การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) **(ส่วนนี้เนชั่นทีวีขยายเอง... นโยบายเรือธงการพัฒนาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตัว พลเอกประยุทธ์ ภาคภูมิใจอย่างมาก)
-มีหลายโครงการที่ยังไม่มีความคืบหน้านัก ทั้งที่มีความสำคัญสูงในระดับเป็น "เรือธง"
เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) เดิมคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2567 ต่อมาเลื่อนการเปิดเป็นปี 2569 และล่าสุดเลื่อนการเปิดไปอีกถึงปี 2571 โดยยังไม่ได้เริ่มการก่อสร้างเลย ช้ากว่ากำหนดเดิมไปอย่างน้อย 4 ปี และช้ากว่าการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงจีน-ลาว ซึ่งได้เริ่มการก่อสร้างเมื่อปี 2559 และสามารถเปิดให้บริการได้ตั้งแต่ปลายปี 2564 แล้ว แม้ช่วงเวลาในการก่อสร้างมีปัญหาการระบาดของโควิด-19 ก็ตาม
โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เดิมตั้งเป้าหมายเปิดให้บริการเฟสแรกได้ในปี 2567 ก็เลื่อนออกมาเป็นปี 2570 ในขณะที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F ก็ก่อสร้างล่าช้าจนไม่น่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ตามกำหนดในปี 2568
-ในแง่ของการดึงดูดการลงทุน / ภาพรวมพื้นที่ EEC สามารถดึงดูดการลงทุนได้มาก จนอาจเกิดการกระจุกตัวของการลงทุนในพื้นที่เมื่อเทียบกับการลงทุนทั้งประเทศ
**ช่วงปี 2562-2565 มีมูลค่าการลงทุนของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC รวม 8.7 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 45 ของการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมทั้งหมดของบีโอไอในช่วงเวลาดังกล่าว
***แต่การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ยังเกิดขึ้นไม่มากนัก
2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ***(ส่วนนี้เราขยายเอง...เป็นผลงานที่ พลเอกประยุทธ์ และกองเชียร์ภูมิใจว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด)
-รัฐบาลประยุทธ์ 2 สามารถผลักดันโครงการให้เกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมได้มาก รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เริ่มเปิดให้บริการทั้งสายสีแดง และสายสีเหลือง รวมถึงสายสีชมพูที่กำลังจะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้ ตลอดจนการอนุมัติเส้นทางรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย และ บ้านไผ่-นครพนม
แต่ก็มี 4 โครงการที่ไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จลุล่วงไปได้
หนึ่ง การก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วง "มาบกระเบา-จิระ" ทำให้เส้นทางรถไฟทางคู่ในภาคอีสานซึ่งเสร็จสิ้นไปมากแล้ว ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ
สอง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งเกิดความล่าช้าในการประมูล
**โครงการตั๋วร่วม และค่าโดยสารร่วมของระบบขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าโดยสารราคาแพง และระบบขนส่งมวลชนที่ลงทุนไปไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่า
สาม โครงการระบบขนส่งมวลชนในส่วนภูมิภาค ซึ่งยังไม่เกิดขึ้น รวมทั้งโครงการรถรางใน จ.ขอนแก่น ที่ภาคธุรกิจและเทศบาลหลายแห่งได้พยายามผลักดันมานาน เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในส่วนของงบลงทุน
สี่ โครงการระบบขนส่งในพื้นที่อีอีซี (กล่าวไปแล้วในโครการอีอีซี)
3.การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
-รัฐบาลประยุทธ์ 2 กำหนดให้การต่อต้านทุจริตเป็น "วาระแห่งชาติ" ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้วยงบประมาณด้านต่อต้านทุจริตรวม 1.5 หมื่นล้านบาทในปี 2563–2566
**แต่อันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของไทยกลับลดลงจากที่ 96 จาก 180 ประเทศในปี 2560 อยู่ที่อันดับ 101 ในปี 2565 จึงกล่าวได้ว่า งบประมาณที่ใช้จ่ายไปไม่สามารถลดการทุจริตอย่างได้ผล
-รัฐบาลประยุทธ์ 2 มีผลงานแก้คอร์รัปชันเป็นรูปธรรม 2 เรื่อง ได้แก่
หนึ่ง การปฏิรูปจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส - ร่วมมือกับองค์กรภาคสังคมและภาคธุรกิจ ขยายการใช้มาตรการ "ข้อตกลงคุณธรรม" (Integrity Pact) ส่งผลลดปัญหาการฮั้วประมูลได้มากขึ้น
สอง การ "กิโยตินกฎระเบียบ" (Regulatory Guillotine) - เป็นการปฏิรูปกฎระเบียบครั้งใหญ่เพื่อลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันเป็นต้นตอสำคัญของคอร์รัปชัน
-แต่รัฐบาลประยุทธ์ 2 ไม่ได้แสดงถึงความพยายามในการ "ปฏิรูปตำรวจและกองทัพ" ซึ่งถูกตั้งคำถามด้านความโปร่งใสอยู่บ่อยครั้งเมื่อเกิดข่าวอื้อฉาว ทั้งที่การปฏิรูปตำรวจเป็นวาระสำคัญตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ 1
***รัฐบาลประยุทธ์ 1 เสนอร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ เพื่อขจัดการซื้อขายตำแหน่ง และ ร่าง พ.ร.บ. การสอบสวนคดีอาญา เพื่อให้งานสอบสวนและการทำสำนวนคดีเป็นอิสระจากกัน
ต่อมารัฐบาลประยุทธ์ 2 ใช้เวลาเกือบ 2 ปีทบทวนร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับ กว่าจะเสนอต่อรัฐสภาได้ในกลางปี 2565 และสุดท้ายมีเพียงร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ผ่านรัฐสภาได้ในปลายปี 2565 ฉะนั้นการดำเนินการในรัฐบาลประยุทธ์ 2 จึงยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปตำรวจอย่างแท้จริง
ขณะที่การปฏิรูปกองทัพ ก็ไม่ได้ทำจริงจัง เช่น กองทัพขอผ่อนผันไม่เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมในโครงการจัดซื้ออาวุธ และเกิดข่าวการยักยอกเบี้ยเลี้ยงกำลังพล / การคุกคามทหารผู้เปิดโปงทุจริต
นี่คือ 3 นโยบายสำคัญจาก 10 นโยบายที่ ทีดีอาร์ไอ ได้ประเมิน และเนชั่นทีวี สรุปมานำเสนอ ในส่วนรายละเอียด ยังคงหาอ่านได้ในเว็บไซต์ทีดีอาร์ไอ
จะเห็นได้ว่านโยบายส่วนใหญ่มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลว หลายเรื่องจึงเป็นโจทย์ของรัฐบาลชุดใหม่ในการริเริ่มทำให้สำเร็จต่อไป