ในการนี้ ทางฝ่ายรัฐบาลของประธานาธิบดีปูตินได้ยกระดับของการรักษาเมืองและพื้นที่โดยรอบทันที และกำลังพลของกลุ่มติดอาวุธชาวเชชเนียจำนวน 3,000 นาย ได้เข้าร่วมสมทบกับกำลังของรัฐบาลเพื่อป้องกันตัวเมืองหลวงด้วย พร้อมกันนี้สำนักงานความมั่นคงแห่งรัฐ (FSB ซึ่งเป็นผู้สืบทอดบทบาทด้านความมั่นคงของ KGB) ได้ประกาศเตรียมการสอบสวนนายพริโกซินในข้อหา “กบฏ”
สุดท้ายแล้ว “กบฏทหารรับจ้าง” จบลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำกลุ่มแวกเนอร์ตัดสินใจถอนตัวไปตั้งหลักที่เบลารุส ด้วยการประสานเจรจาของประธานาธิบดีลูกาเชนโก ผู้นำเบลารุส เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดครั้งใหญ่ อันส่งผลให้สถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองภายในของรัสเซียปรับลดระดับลงทันที แต่ในท่ามกลางภาวะ “ฝุ่นตลบ” ของการเมืองรัสเซีย “กบฏพริโกซิน” ทิ้งคำถามไว้หลายประการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลที่ตามมาของสถานการณ์เช่นนี้คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในรัสเซียยังมีอยู่มาก และว่าที่จริงแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับการก่อกบฏของทหารรับจ้างครั้งนี้ ยังมีรายละเอียดที่ไม่เปิดเผยอีกพอสมควร โดยเฉพาะคำถามว่า จริงๆ แล้วนอกเหนือจากปัญหาความขัดแย้งในการทำสงครามในยูเครน ที่มีมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างผู้นำทหารรับจ้างที่อยู่ในสนามรบ กับกระทรวงกลาโหมที่อยู่ในแนวหลังที่มอสโคว์แล้ว
มีอะไรที่ซ่อนอยู่ภายใต้ “พรมการเมือง” ของรัสเซียที่เราไม่เห็น… ไม่ได้รับทราบ เรารับรู้เรื่องทั้งหมดนี้จากรายงานของสื่อเท่านั้นเอง
จนบางทีการวิเคราะห์ที่เกิดกับสถานการณ์เฉพาะหน้า ที่เห็นถึงเพียงการเคลื่อนกำลังพลเพื่อเข้ายึดเมืองหลวงนั้น อาจจะทำให้การวิเคราะห์ด้วยข้อมูลจริงมีข้อจำกัดอย่างมาก แต่กระนั้น อาจกล่าวได้ว่า ปรากฎการณ์กบฏชุดนี้ คือ ภาพสะท้อนของ “วิกฤตรัฐรัสเซีย” หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาความอ่อนแอของกองทัพรัสเซีย อันนำไปสู่การต้องพึ่งพาทหารรับจ้างในการทำสงคราม
อีกส่วนของเรื่องนี้คือ ภาพสะท้อนของ “วิกฤตสงครามยูเครน” ทั้งในส่วนของตัวประธานาธิบดีปูติน และผู้นำทหารรัสเซีย ที่พาประเทศเข้าไป “ติดหล่มสงคราม” กับสนามรบในยูเครน จนวันนี้ยังมองไม่เห็นด้านที่เป็นชัยชนะของฝ่ายรัสเซีย เห็นแต่เพียงความสำเร็จในการหน่วงรั้งการรุกกลับทางทหารของยูเครนในบางพื้นที่
แต่ทั้งหมดนี้คือ การเดิมพันอนาคตของ “ระบอบปูติน” และความอยู่รอดของเขาเอง ส่วนพริโกซินจะอยู่รอดปลอดภัยในเบลารุสหรือไม่ คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือว่าที่สุดแล้ว เขาจะมีชะตากรรมเดียวผู้ฝ่ายซ้ายคนสำคัญของการปฎิวัติบอลเชวิค คือ “ทรอตสกี้” ที่หนีออกมาจากรัสเซีย และจบชีวิตลงด้วยการถูกสังหารที่กรุงเม็กซิโก!